เรื่องราวจานเสียงร่องกลับทาง ปาเต๊ะเพลงสยาม




SIAMESE SINGERS INTRODUCE A "PATHE" DISC BEFORE START TO RECORD THEIR SONGS



(บน) ลูกชายนายห้างรัตนมาลา หรือคุณตาสมพงษ์ บำรุงตระกูล อายุ 85 ปี หนึ่งในทายาทจำนวน 7 คนของนายห้างรัตนมาลา ผู้ซึ่งคร่ำหวอดอยู่กับจานเสียงปาเต๊ะและจานเสียงตราสุนัขนั่งฟังเพลง และหลานคือคุณสุทธิพงษ์ ร่วมถ่ายรูปหน้ามุมจานเสียงปาเต๊ะภายในพิพิธภัณฑ์ฯ ส่วนรูปในมือก็คือรูปนายห้างหรือเจ้าของรัตนมาลาจำกัดสินใช้นั่นเอง













คลิกที่รูปข้างล่างเพื่อชมภาพยนต์สั้นแบบ VDO. clip
การสาธิตการเล่นแผ่นปาเต๊ะเพลงไทยเดิมชนิดร่องกลับทางในสมัยรัชกาลที่ ๕

VDO. clip - Show how to play back the Siamese Pathe center start disc










คลิกเพื่อฟังเสียงพูดโฆษณา
Click to listen the voice









จางวางทั่วระนาด นายบัวซออู้ นายจักซอด้วง นายชื่นขลุ่ย นายจันฆ้องเล็ก หน้า๑
จางวางทั่วระนาด นายบัวซออู้ นายจักซอด้วง นายชื่นขลุ่ย นายจันฆ้องเล็ก หน้า๒

ประวัติ จางวางทั่ว พาทยโกศล
เป็นบุตรคนที่ 12 ของหลวงกัลยาณมิตตาวาส (ทับ พาทยโกศล) และนางแสง พาทยโกศล เกิดเมื่อวันพุธที่ 21 เดือนกันยายน พ.ศ. 2424 ณ. บ้านหลังวัดกัลยาณมิตร จังหวัดธนบุรี ตระกูลพาทยโกศลเป็นตระกูลนักดนตรีไทยเก่าแก่มาแต่ต้นกรุงรัตนโกสินทร์จนถึงปัจจุบัน 8 ชั่วอายุคนแล้ว สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าฯ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต เป็นผู้ประทานนามสกุล "พาทยโกศล" เมื่อพุทธศักราช 2460

การศึกษา
เนื่องจากอยู่ในตระกูลนักดนตรีไทย จึงเริ่มศึกษาดนตรีไทยจากครอบครัวคือ ปู่ทองดี (น้าของบิดา) และบิดาเป็นผู้เชี่ยวชาญปี่พาทย์ประจำวงของเจ้าคุณประภากรวงศ์ และเป็นคนซอสามสายที่มีชื่อเสียงมาก มารดาได้รับยกย่องเป็นผู้ดีดจะเข้ฝีมือชั้นครูดนตรีเจ้านายฝ่ายใน ในสมัยรัชกาลที่ 5 จางวางทั่วเรียนดนตรีเพิ่มเติมจากครูรอด และบรมครูหลวงประดิษฐ์ไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) ครูต่วน ครูช้อย สุนทรวาทิน และ เจ้าคุณประสานดุริยศัพท์ จนได้รับยกย่องว่าเป็นนักระนาดฝีมือเยี่ยมและมีความเชียวชาญเรื่องฆ้องวงเป็นพิเศษด้วย นอกจากนี้ยังมีโอกาสได้ศึกษาวิชาโน้ตสากลและวิธีการประสานเสียงเพลงแบบตะวันตกจากสมเด็จเจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต ทำให้ผลงานของท่านปรากฏอยู่ ณ. กองดุริยางค์กองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ และกรมตำรวจด้วย

อุปสมบท
เมื่อ พ.ศ. 2445 ณ. วัดอรุณราชวราราม สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ฤทธิ์) เป็นพระอุปัชฌาย์

ราชทินนาม
สมเด็จเจ้าฟ้ากรมหลวงศรีรัตนโกสินทร์ สมเด็จพระพี่นางในสมเด็จฯ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต เป็นผู้ประทานตำแหน่ง "จางวาง" ในพระองค์เมื่อครั้งทำหน้าที่เป็นหัวหน้างานวงดนตรีวังบางขุนพรหม

ครอบครัว
จางวางทั่ว พาทยโกศล มีภรรยา 2 คน
1. นางปลั่ง (คงศรีวิไล) พาทยโกศล ผู้มีเชื้อสายนักดนตรีจากจังหวัดนนทบุรี มีบุตรชาย 5 หญิง 3 แต่ถึงแก่กรรมแต่เยาว์วัย คงมีชีวิตอยู่ 2 คน คือ นายเทวาประสิทธิ์ พาทยโกศล และคุณหญิงไพฑูรย์ กิตติวรรณ
2. นางเจริญ พาทยโกศล มีบุตรรวม 4 คน ชาย 2 หญิง 2 แต่ถึงแก่กรรมหมด ได้เป็นผู้เลี้ยงดูนายเทวาประสิทธิ์ และคุณหญิงไพฑูรย์ อย่างบุตรและธิดาของตน ภายหลังเมื่อนางปลั่งถึงแก่กรรมแล้ว

สมัยรัชกาลที่ 5


- ทำหน้าที่เป็นผู้ควบคุมวงปี่พาทย์ของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ต่อมาสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระนครสวรรค์วรพินิตขอตัวมาประจำวง "ปี่พาทย์วงวังบางขุนพรหม"
- ได้รับรางวัลชนะเลิศในการแข่งขันแสดงฝีมือตีฆ้องวง หน้าพระที่นั่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ต่อมาโปรดเกล้าฯ ให้ร่วมวงกับนักดนตรีที่ชนะเลิศเครื่องมือต่างๆ ในครั้งนั้นรวม 8 คน ตั้งวงปี่พาทย์เครื่อง 5 ส่วนพระองค์และพระราชทานชื่อว่า "ปี่พาทย์ฤาษี" ประกอบด้วย
คนเป่าปี่ - พระยาประสานดุริยศัพท์
ตีระนาดเอก - หลวงประดิษฐ์ไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง)
ตีระนาดทุ้ม - นายเหลือ (วัฒน์วาทิน)
ตีฆ้องใหญ่ - นายโถ
ตีฆ้องเล็ก - จางวางทั่ว พาทยโกศล
กลองสองหน้า - นายเนตร
- โปรดเกล้าฯ พระราชทานเหรียญราชรุจิ เป็นบำเหน็จครั้งแรก (ก่อน พ.ศ. 2450)
- ทำหน้าที่เป็นครูแตรวงประจำกองดุริยางค์กองทัพบกและกองทัพเรือในพระบัญชาของสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต

สมัยรัชกาลที่ 6


- ทำหน้าที่เป็นครูสอนดนตรีเพลงไทยประจำอยู่ในกองแตรวงทหารเรือ ต่อมาย้ายมาอยู่กองแตรวงทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์
- เคยบรรเลงปี่พาทย์ถวายหน้าพระที่นั่งพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ในงานออกร้านฤดูหนาว สวนจิตรลดา โปรดเกล้าฯ พระราชทานรางวัลเป็นเงิน 80 บาท

สมัยรัชกาลที่ 7


- ภายหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 และพระราชทานรัฐธรรมนูญแล้ว ทางราชการขอให้แต่งเพลงชาติแบบไทยแท้ แต่เปลี่ยนจังหวะเป็นทางสากล ผลงานของจางวางทั่ว (ดัดแปลงจากเพลง "ตระนิมิตร") ได้รับคัดเลือกชนะเลิศและใช้บรรเลงทางสถานีวิทยุกระจายเสียงหลายครั้งก่อนเปลี่ยนมาใช้เพลงที่บรรเลงในปัจจุบัน
- ระหว่าง พ.ศ. 2479-2480 ให้ความร่วมมือกับกรมศิลปากร ทำหน้าที่เป็นกรรมการตรวจสอบเพลงไทยบันทึกเป็นโน้ตสากล แม้ว่าระยะหลังสุขภาพไม่คอยแข็งแรงนักก็ตาม
- จางวางทั่ว เป็นผู้มีอุปนิสัยโอบอ้อมอารี จึงมีศิษย์มาฝากตัวศึกษาวิชาดนตรีไทยจำนวนมาก ศิษย์เอกที่มีชื่อเสียงได้แก่
นายทรัพย์ เซ็นพานิช - นักระนาด, นายเตือน พาทยกุล, นายฉัตร สุนทรวาทิน, นายฉ่ำ เกิดใจตรง, นายเจียน มาลัยมาลย์, นายปุน คงศรีวิไล, นายเทวาประสิทธิ์ พาทยโกศล, นายยรรยงค์ โปร่งน้ำใจ, นายอาจ สุนทร, นายพันตรี หลวงประสานดุริยศัพท์ ผู้บังคับแตรวงทหารบก, นายร้อยตรีแจ้ง วิเศษฤทธิ ผู้บังคับหมวดกองแตรวงทหารบก กองพันทหารบกที่ 3 ฯลฯ

ถึงแก่กรรม
เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2481 ด้วยโรคเบาหวาน รวมอายุได้ 67 ปี

ผลงานประพันธ์เพลง/
พ.ศ. 2452 - 2455 ได้จัดทำเพลง 2 ชั้น เป็นเพลงเถาเพลงแรกชื่อ "เพลงหกบท"
พ.ศ. 2460 จัดทำเพลงล่องลมเป็นเพลงเถา
พ.ศ. 2461 เพลงเขมรใหญ่เถา
พ.ศ. 2462 เพลงบังใบเถา
พ.ศ. 2465 เพลงพม่าเถา
เพลงเถาที่ประดิษฐ์ขึ้นสำหรับทางปี่พาทย์ ได้แก่
- สี่บทเถา
- แปดบทเถา
- กัลยาเยี่ยมห้องเถา
- เขมรเอวบางเถา
- เขมรพวงเถา
- เขมรปากท่อเถา
- เขมรเขียวเถา
- เขมรปี่แก้วทางสักวาสมาชั้น
- ทะแยเถา
- หงษ์ทองเถา
- โอ้ลาวเถา
- ตลุ่มโปงเถา
- อาหนูเถา
- ถอนสมอเถา
- เขมรเหลืองเถา
- เขมรครวญเถา
- เขมรชมจันทร์
- เขมรน้อยเถา
- แขกมอญบางช้างเถา
- เสภานอกเถา
ฯลฯ
ผลงานทำนองเพลงตับ ได้แก่
- เพลงชุดแขกไทร (ประพันธ์บทร้องโดย นายฟุ้ง จิตอรุณ)
- แขกโหม่ง
- แขกต่อยหม้อ
(ทั้ง 3 เพลง เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า "เพลงชุดโอ้พระพาย")
- เพลงตับนกสีชมพู
ผลงานประเภทเพลงเดี่ยว ได้แก่
- อาเฮียทางเดี่ยว (ท่านครูได้ทำเพลงอาเฮียทางเดี่ยวแต่ละเครื่องมือสำหรับปี่พาทย์ทั้งวง)
- เพลงหกบทเถาทางเดี่ยว (สำหรับทุกเครื่องมือ)
- พญาโศกสามชั้นทางเดี่ยว (ระนาดและฆ้องใหญ่)
- เพลงทะแยเถาทางเดี่ยว (ทุกเครื่องมือ)
- ลาวแพน (ทางระนาดเอก ฆ้องใหญ่ จะเข้)
- สุดสงวน
ฯลฯ
ผลงานประเภทเพลงขับร้อง ได้แก่
- เพลงตับพระลอ หรือ ตับเจริญศรี (ท่านครูนำมาขับร้องบรรจุเพลงเป็นคนแรก)
ฯลฯ








Center-start verticals cut in reverse


Ever wondered how Pathe managed to make center start records begining at the right position for ending at almost the same position from the border ? Since those records were recorded using mechanical equipment, it was not possible to calculate the exact width of the recording. As a matter of fact, machines never turned at the same speed, and since more than one master cylinder were recorded using several machines, none of those masters were recorded at the same speed, thus making it impossible to know exactly how large the recorded surface would be on the final disc record. However, if the master cylinder was transferred to the master wax disc in reverse, then the transfer would start from the edge and finish on the center. This is what Pathe did. If you carefully look at the edge of the record, you will notice that the cutting stylus progressively entered into the wax. This is where the transfer started. Also, if you carefully look at the first groove on the center, you will notice that this groove goes straight deep into the wax. This is the end of the cylinder-to-disc transfer. Thus, center start Pathe records were transferred in reverse from the master wax cylinder to the master wax disc in order to make the recording start at the right position on the center, and end at the right position from the edge.



RUTTANAMALA SHOP's story by Anake Navigamune






Pathe Phonographes Disques Pathe
Catalogue des Appareils & Accessoires
Novembre 1906
Click Small Images to Enlarge







Pathe Extrait du catalogue des Appareils et Accessoires circa 1912

Click Small Images to Enlarge




All catalogue's picture courtesy of www.phono.org

THE PATHE BROTHERS ผู้กําเนิด ไก่แดงปาเต๊ะ
นักประดิษฐ์เอกชาวฝรั่งเศสผู้มีนามว่า Charles Pathe เกิดเมื่อปี ค.ศ.1863 (พ.ศ. 2406) แต่ด้วยความยากจนเมื่อ เขาอายุย่างเข้า 14 ก็จำเป็นต้องออกจากโรงเรียนเพื่อหางานทำและเป็นทหาร กระทั่งปี ค.ศ. 1888 (พ.ศ. 2431) เขา เริ่มมีความคิดที่จะเผชิญสู่โลกกว้างเพื่ออนาคตที่ดีกว่า จึงมุ่งหน้าเดินทางสู่อเมริกาใต้ แต่ก็ไม่สามารถหางานที่ถูกใจได้ จวบจนปี ค.ศ. 1891 (พ.ศ. 2434) เขาจึงรู้สึกหมดหวังและหวนกลับสู่กรุงปารีส เพื่อเริ่มต้นทำงานเป็นนักกฎหมายใน The Rue de Rivoli แต่แล้วเขาก็พบว่าสิ่งที่เป็นอยู่นั้นไม่ใช่วิถีทางชีวิตที่ตั้งใจไว้ เพราะเขามุ่งมั่นที่จะเป็นเจ้าของธุรกิจ เล็กๆ ซะมากกว่า
แล้ววันหนึ่งในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1894 (พ.ศ. 2437) ขณะที่เขากำลังเดินเที่ยวเตร่ ในงานกลางแจ้งแห่งหนึ่ง ณ เมือง Vincennes เขาได้เหลือบเห็นบางสิ่งบางอย่างที่ต้องตาและสะกดใจเป็นพิเศษนั่นคือ "เครื่องเล่นกระบอกเสียงของเอดิสัน" ที่แสดงอยู่ตรงหน้าเขาและคนอื่นๆ ที่รายล้อมมุ่งดูด้วยความสนใจ เร็วเท่าใจความคิดของเขาก็บวกลบคูณหารมองเห็นกำไร จากการให้เช่าฟังกระบอกเสียงโดยการต่อสายเข้าหู โดยคิดค่าฟังคนละ 1.5 - 2 ฟรังค์ และสามารถต่อเชื่อมสายหูฟังได้ครั้ง ละหลายๆ คน พอกลับถึงบ้านวันรุ่งขึ้นเขาก็ลาออกจากงานทันทีและกำเงินหนึ่งพันฟรังค์ไปซื้อเครื่องเล่นกระบอกเสียงของ เอดิสัน และแปดร้อยฟรังค์สำหรับเหมาซื้อกระบอกเสียงเป็นจำนวนมาก ถัดมาวันที่ 9 กันยายน ค.ศ. 1894 (พ.ศ. 2437) เขา สบโอกาสได้เช่าที่เล็กๆ แห่งหนึ่งในงานประจำปีนอกกรุงปารีส เพียงแค่วันเดียวเขาสามารถทำเงินได้ถึงสองร้อยฟรังค์ เขาดี ใจมากและรู้ว่า "ถ้ามีฝูงคนที่ไหน ที่นั่นต้องทำกำไรได้" เขาจึงเริ่มจัดแสดงเครื่องเล่นกระบอกเสียงต่อหูฟังเก็บเงินตั้งแต่นั้น เรื่อยมา กระทั่งสามารถขยายกิจการซื้อร้านขายส่งเครื่องเล่นกระบอกเสียงใหญ่แห่งหนึ่งได้ ทั้งยังสั่งซื้อตรงจากผู้ขาย ชื่อ E.O. Kumberg ในกรุงลอนดอนอีกด้วยและนี่ถือเป็นความสำเร็จจากความฉลาดของเขา โดยมีสำนักงานเล็กๆ ตั้งอยู่ ที่ 72 Cours de Vincennes, Paris บริษัท Pathe Freres จำกัด ถือกำเนิดเป็นทางการตั้งแต่ปี ค.ศ. 1896 (พ.ศ. 2439) เมื่อ Charles Pathe ลงขันร่วมกับน้องชาย Emile ถัดมาไม่นานก็ได้ M. Crivolas เข้ามาร่วมหุ้นในเดือนธันวาคม ค.ศ. 1897 (พ.ศ. 2440) โดย M. Crivolas นี้คือผู้ก่อตั้ง Compagnie Generale des Cinematographes, Phonographes et Pellicules, ตั้งอยู่ที่ 98, Rue de Richelieu ในกรุงปารีส ข้ามมาปี ค.ศ. 1906 (พ.ศ. 2449) เป็นปีที่ Pathe เริ่มผลิต เครื่องเล่นจานเสียงครั้งแรก โดยออกรุ่น Model A และตามด้วย Model B ซึ่งต่อมาถูกเปลี่ยนชื่อเป็น Pathephone โดยทั้ง หมดเป็น Outside Horn หรือปากลำโพงอยู่นอกตัวเครื่อง และมีสัญลักษณ์เป็นรูป Discobolus โดยสัญลักษณ์นี้เกิดหลัง สัญลักษณ์ Rooster ซึ่งใช้กับเครื่องเล่นกระบอกเสียงของปาเต๊ะ แต่ในที่สุดได้เปลี่ยนเป็นสัญลักษณ์ Crowing Cock ในช่วง สุดท้าย ก่อนที่จะโดนบริษัท Columbia เข้าควบกิจการ











แผ่นเสียงร่องกลับทางปาเต๊ะเพลงสยาม

Charles Pathe เกิดในปี ค.ศ. 1863 (พ.ศ. 2406) ณ เมือง Chevry-Cossigny ต่อมาปี ค.ศ. 1906 (พ.ศ. 2449) ปาเต๊ะได้ค้นพบวิธีการผลิตแผ่นเสียงแบบใหม่เรียกว่า "แผ่นเสียงคอนกรีต" (Cement Covered with wax) ซึ่งเป็น การผสมระหว่างผงหินกับโคลนด้วยน้ำยาประสานสูตรลับ แล้วหุ้มด้วยขี้ผึ้งแข็ง ทำให้แผ่นรุ่นนี้มีความหนาและหนักกว่า ชนิดอื่น แต่ต่อมาก็ได้เปลี่ยนวัสดุในการผลิตและหุ้มด้วยครั่ง จึงทำให้แผ่นเสียงมีน้ำหนักเบากว่าเดิม วิธีการอัดเสียงของปาเต๊ะ ก็มีความแตกต่างจากบริษัทอื่นอีกเช่นกันนั่นคือใช้วิธีอัดเสียงร้องลงบนกระบอกเสียง เสียก่อนเป็นต้นว่า กระบอกขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 12.5 ซม. ยาว 12 ซม. มีชื่อว่า "Concert" หรือถ้าเป็นเส้นผ่าศูนย์ กลางขนาด 12.5 ซม. แต่ยาว 24 ซม. จะเรียกว่า "Celest" กระทั่งขึ้นปี ค.ศ. 1910 (พ.ศ. 2453) ปาเต๊ะได้ผลิต กระบอกเสียงยักษ์ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 20 ซม. ยาวถึง 30 ซม. สำหรับอัดเสียงไว้ผลิตแผ่นเสียง เรียกว่า "Paradise" แต่ไม่ว่าจะอัดลงกระบอกเสียงขนาดใด ในที่สุดก็ต้องผ่านกระบวนการที่เรียกว่า "Pantograph" ซึ่งเป็นกระบวนการ ลอกลายจากร่องบนกระบอกเสียงสู่แผ่นเสียง
ความเป็นมากับการอัดเสียงในสยามครั้งแรก เริ่มต้นเมื่อปี ค.ศ. 1908-1909 (พ.ศ. 2451-2452) โดย Henri Lachapelle จากนั้นในปี ค.ศ. 1910 (พ.ศ. 2453) ก็ได้มีการเข้ามาอัดเสียงอีกครั้งหนึ่ง คราวนี้นำโดย Theobald Noble และมีหลักฐานชี้ชัดว่า มีการใช้กระบอกเสียงชนิด Concert ในการอัดเสียงเพลงสยาม และส่งกระบอกเสียงทั้งหมดนี้ไปยังกรุงปารีส เพื่อแปลงเป็น แผ่นแม่แบบ (Stamper) จากนั้นจึงส่งแผ่นแม่แบบดังกล่าวไปยังโรงงานปาเต๊ะในประเทศเบลเยี่ยม (Pathe's Factory at Forest) โดยแผ่นเสียงในรุ่นนี้เป็นแผ่นที่ใช้ตราแบบแกะสลักด้วยกรด (Etched Label) วิธีการก็คือ นำน้ำกรดกัดบนแผ่นแม่แบบให้เป็นลายเส้นตามชื่อนักร้อง ชื่อเพลง และรหัสแผ่น หลังจากนั้นเมื่อผลิตออกมาเป็นแผ่นเสียงครั่งก็จะปรากฏให้เห็นเป็นร่อง แต่เนื่องจากผิวครั่งเป็นสีดำ จึงทำให้มองรายละเอียดได้ยาก ปาเต๊ะจึงแก้ปัญหาด้วยการนำสีเหลืองหรือสีแดงปาดลงไปในร่อง เมื่อเสร็จเรียบร้อย ร่องบนแผ่นครั่งก็จะเห็นเป็นสีเหลืองหรือสีแดงอย่างเด่นชัด ปาเต๊ะระบุความแตกต่างของสีที่ใช้ปาดลงในร่องว่า สีเหลือง หมายถึง แผ่นที่มีการอัดเสียงด้วยคุณภาพที่ดีกว่า สีแดง หมายถึง แผ่นที่อัดเสียงด้วยคุณภาพที่ต่ำกว่าและราคาก็ถูกกว่า แต่แผ่นเสียงสยามของปาเต๊ะปาดสีด้วยสีเหลืองโดยเฉพาะ แผ่นเสียงประเภทนี้เล่นด้วยความเร็ว 90-100 รอบต่อนาที และเล่นจากด้านในสู่ด้านนอก (ขอบแผ่น) เรียกว่า แผ่นเสียงแบบร่องกลับทาง โดยมีรหัสของแผ่นขึ้นต้นด้วย 47XXX และมีภาษาอังกฤษที่เป็นตัวย่อระบุคู่ไปกับชุดของตัวเลข ได้แก่ RA, RB, GB ซึ่งหมายถึง กลุ่มเอ็นจิเนียและสถานที่ที่อัดเสียงในสยามแต่ละครั้ง
แต่ด้วยความโชคร้ายของชาวสยามเนื่องจากในปี ค.ศ. 1915 (พ.ศ. 2458) ได้เกิดสงครามโลกครั้งที่ 1 ทหารเยอรมันได้เข้า บุกโจมตีประเทศเบลเยี่ยม และทำลายอุปกรณ์ผลิตแผ่นเสียงของปาเต๊ะที่ผลิตแผ่นเสียงเพลงสยามทั้งหมด และที่ถือว่าเป็น ความสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ก็คือ แผ่นแม่แบบ (Stamper) ซึ่งผลิตจากแผ่นทองแดงขึ้นรูปทรงกลมเคลือบขี้ผึ้งของเพลงสยาม ได้ถูกทหารเยอรมันนำมาหลอมละลายทำเป็นหัวกระสุน ดังนั้น แผ่นปาเต๊ะรุ่นร่องกลับทางที่ยังคงเหลือในปัจจุบันจึงไม่มีแผ่น แม่แบบอยู่ในโลกอีกแล้ว
หลังจากโรงงานปาเต๊ะในประเทศเบลเยี่ยมถูกทำลาย ปาเต๊ะได้ตั้งโรงงานใหม่ขึ้นที่ เซียงไฮ้ ประเทศจีน และมีการใชัสัญลักษณ์ ตราไก่แดงพร้อมกับผลิตเพลงสยามใหม่อีกครั้งหนึ่งที่นี่ แต่เป็นการผลิตแผ่นที่ทันสมัยขึ้นมีการใช้กระดาษระบุตรา ชื่อเพลง ชื่อนักร้อง รหัสแผ่น (Paper Label) รวมทั้งเปลี่ยนความเร็วรอบของแผ่นเหลือเพียง 80 รอบต่อนาที และเล่นจากนอกสู่ใน เหมือนแผ่นเสียงทั่วๆ ไป

บนซองแผ่นเสียง"ปาเต๊ะชนิดร่องกลับทาง"มีการพิมพ์คำอธิบายดังนี้

"แผ่นเสียงปาเต๊ะทำที่ปารีศ และอธิบายเพิ่มเติมว่า "หีบเสียงปาเต๊ะนี้ มีสองศีร์ษะ ศีร์ษะเข็มเพชรสำหรับแผ่นเสียงปาเต๊ะ ศีร์ษะเข็มเหล็กสำหรับแผ่นเสียงะรรมดาทั่วไป เครื่องจักร์ก็แข็งแรงเรียบร้อยดี มีผู้ชอบใช้จำหน่ายทั่วโลกย์แล้ว แผ่นเสียงปาเต๊ะชนิดนี้ ใช้เข็มเพ็ชร์ ไม่ต้องเปลี่ยนเข็มบ่อยๆ เสียงดังและชัดกว่าแผ่นเสียงเข็มเหล็ก จานก็ใหญ่ ใช้ทน ไม่เสีย ไม่สึก มีเพลงไทยต่างๆ อย่างเพราะที่สุด มีผู้ชอบใช้กันทั่วไป เพราะไม่ต้องเปลี่ยนเข็ม ได้จำหน่ายไปทั่วโลกย์แล้ว"

บนซองแผ่นเสียง"ปาเต๊ะชนิดร่องปรกติ" (ซองสีเขียวกระดาษบางมัน) มีการพิมพ์คำอธิบายดังนี้

(หมายเหตุ...ภาษาที่ใช้เป็นภาษาดั่งเดิมตามที่พิมพ์บนปกแผ่นเสียง)
ข้อควรจำ
๑. แผ่นเสียงปาเต๊ะเข็มเพ็ชร์ เปนแผ่นเสียงที่มีภาษีกว่าแผ่นเสียงชนิดอื่นๆ แผ่นเสียงปาเต๊ะเข็มเพ็ชร์นี้ ได้จัดทำขึ้นสำหรับเล่นด้วยเข็มเพ็ชร์ซึ่งไม่เสียง่าย ฉนั้นจึงเปนการตัดความรำคาญในการที่จะต้องเปลี่ยนเข็มทุกๆ น่าไปเหมือนเข็มเหล็ก
๒. การไขแผ่นเสียงปาเต๊ะเข็มเพ็ชร์ ต้องใช้ศรีษะปาเต๊ะเข็มเพ็ชร์ แลไม่ต้องใช้เข็มเหล็กเปนอันขาด
๓. ระยะความเร็วในเวลาไขแผ่นเสียงปาเต๊ะเข็มเพ็ชร์ควรให้ได้ ๘๐ รอบต่อ ๑ นาที
๔. เครื่องหีบเสียงทุกชนิดใช้ไขแผ่นเสียงปาเต๊ะเข็มเพ็ชร์ได้ ขอแต่ให้ใช้ศรีษะปาเต๊ะเข็มเพ็ชร์เท่านั้น (ซึ่งได้จดทะเบียนทั่วทุกประเทศ)
๕. ความกลมของเข็มเพ็ชร์ไม่ขูดให้แผ่นเสียงสึกหรอเช่นเข็มเหล็ก ซึ่งมีปลายแหลมทำอันตรายต่อแผ่นเสียง ฉนั้นแผ่นเสียงปาเต๊ะเข็มเพ็ชร์จึงมีอายุทนทานกว่าแผ่นเสียงชนิดอื่นๆ หลายสิบเท่า
๖. เมื่อเวลาเลิกไขควรสอดแผ่นเสียงลงในซองอย่างเดิม เพื่อกันไม่ให้ลอองฝุ่นเข้าจับแผ่นเสียงได้
ข้อสำคัญ ท่านจงไขแผ่นเสียงปาเต๊ะเข็มเพ็ชร์ ในเครื่องเสียงปาเต๊ะจะเปนการดีที่สุด













Center-Start 78s

...an inside-start Pathe

Swiss Radio supposedly alternated their transcriptions inside-start/outside-start to minimize changes in frequency response and distortion between the end of one side and the beginning of the other in long works. The BBC World Service in London also did this when recording to 78 for later air playback, and for the same reason. Inside starts were somewhat common for 16 inch radio transcription discs in the U.S. for the second half of shows. It must have been common enough that the 33 1/3 Electrical Transcription RCA discs made for the W.P.A. include the instruction "START NEEDLE AT OUTSIDE" on single sided recordings (it has the RCA spiderweb pattern on the blank side, too.) There exist some W.P.A. single sided transcriptions made by Allied Phonograph & Record Mfg. Co. (in 1938 I think) that are inside start. American Transcription was also known to do this, with an example of Peggy Lee on microgroove 33 1/3, over 12 inches diameter known to exist.) Columbia produced shellac "Sound on Disc" 16" recordings for use as soundtracks for films. These are very thick, very heavy one-sided discs which all start at the inside (with an arrow pointing to the start point and "start here" inscribed in the shellac). Each disc specifies which reel it is to be used with. They have the black Columbia label almost identical to the D series of the late twenties and early thirties. In the land down under, Macquarie produced 33 1/3 16" transcription disks (one being part 26 of "Jewels of Destiny".) Recordio and other home-recording discs made provisions on their labels for center-start recordings, though I've never seem an actual center-start home recording.

Commercially, there were a number of vertical-cut labels in France and Britain which used inside start. "Girard & Barnes' Vertical-Cut Cylinders and Discs" names Disque Diamond and Disques Henri as Pathe subsidiary labels. The Diamond label was used in Britain, again engraved 'label' and presumably inside-start. I belive they are made by Pathe but every effort was made to disguise the fact. Also listed are Ultima, Phono_Disque and Phrynis from pre-1910, but I don't know if they're inside-start. The later generation of French vertical cut minor labels (paper-label, usually 8-inch) are edge-start. VCCD lists a number of Ideal-Aspir vertical-cuts, which it dates as 1912. Ideals (with no mention of Aspir) recorded major French artists such as the basses Belhomme and Nivette. One interesting thing is that they are not apparently pantographed (see later), and the unrecorded border at the outside does vary in width as the length of the music was different from expected. Ideal continued to make records up to the electric era, but lateral-cuts (I am assuming it's the same firm). Aspir is dated most likely 1912, though possibly back as far as 1908 - it had a copyright tax stamp on it, which came into English law in 1912, but may have been valid in Europe after the Berne convention of 1908.

Gray Audograph made dictation equipment that recorded and played on embossed plastic discs that were center-start and were driven by a puck which contacts the disc directly. The discs rotated on a star shaped spindle which was geared to move the discs horizontally under the stationary embossing and playback heads and the puck drive. This arrangement kept the recording surface moving at a constant linear speed under the styli and caused the discs' rotational speed to constantly and steadily decrease as the disc is recorded or played back. Although not center-start, Pemberton experimented with constant linear speed discs in the '20s. Pathe, however, seemed to be the largest commercial center-start disc producer.

Pathe discs were center-start from the company's entry into disc-producing in 1905 up until 1915. Girard & Barnes' book "Vertical-cut Cylinders and Discs" gives a history of Pathe recordings. The first discs were made in 1905 and were wax on a cement base - as the authors say, like a cylinder flattened out. The 'label' was not paper, but the details were engraved like a Berliner. The details run round the perimeter of the label area and has some similarity to the engraved label details on the edge of cylinders. The engraved lines were filled with white or ochre pigment. Obviously a paper label would not stick to a wax base and maybe couldn't be attached in the pressing process. These wax discs are phenomenally rare and in 1906 they changed to shellac, still using the engraved 'label'. Paper labels didn't come in until just about the timein 1915 when they changed to outside-start and changed the speed to a nominal 80rpm. The last center-starts had a paper label of the same design as the engraved ones but the outside-starts used a more conventional design with the Pathe 'Coq' trademark.

...an outside-start vertical-cut US pantograph

The reason Pathe could get their discs to end a neat half-inch from the edge is that they were all pantographed, i.e. all copied by a mechanical lever system, from cylinder. They used a master cylinder of a large size, probably the 'Concert' size, 6 inches I think. They did this right up to the end of acoustic recording. Their lateral-cut discs (such as Actuelle in Britain and the US) were also pantographed. On many of these discs, one can hear the clicking sounds of the master cylinder turning (and the rumble!) Their practice of pantographing from cylinder masters ceased in 1923.

Why start from the inside? Speed!

They are not exactly '78s' as they go from 90 to 100 rpm (officially) and in practice from 80 to 120 rpm. I've heard it said that Pathe chose to record using the center-start method because the end of a piece is often louder/higher in pitch than the start, and the outside of a disc is where there is greatest linear groove speed and the least tracing distortion and the most top. But what would happen if they recorded a short piece and didn't pantograph from a cylinder master? Pieces ending farther from the perimeter would mean that all that extra "high quality" space would be wasted, and the overall average sound quality would be worse. They could have fixed that though by timing the piece beforehand to see how far from the center to start, since many companies made many takes of each tune at each session (just incase the master stamper broke, it was said in the early days.) Now, would the public have accepted a variable, untidy, inside-start record? I suppose that since the public was used to an untidy inside on normal records that they could have accepted a variable-width outside.

There is another reason for inside start cuts, particularly on transcription disks. When you cut a disk, "chip" material that is cut away spirals up from the cut, and tends to head for the center of the disk. Professional mastering lathes vaccuum it away, but less expensive cutting systems don't have that luxury. Since it tends to go towards the center, you have less chance of it colliding with the cutting stylus if you start at the inside of the disk.

One shoe off and one shoe on

Some Radio Transcription companies produced records that were both inside and outside start. Since the fidelity and quality of the recording varried slightly from inside to outside, keeping the start the same as the ending point would preserve that quality when it was flipped over at playback time. Some companies wrote in the wax whether it was outside or inside start.

Rarity

Pathes are not rare in England, Belgium, and France, although you don't see many 78s in France in my experience. Also I've seen enough imported Pathes to believe that they are not rare in the US - scarce may be a better word. The paper label variety was also made in Canada and so do turn up.




All Siamese Pathe engraving labels (Center start disc) had been made at Forest plant in Belgium about 1905-1907. (Please see "Made in Belgium" in the Lozange shape). And the number with the capital letter (Please see "49125 - G.R") means the master cylinder number and code for the team in charge of the transfer on to disc.


DB is certainly in French: Division Belge.
If it was in English, it would have been: BD, Belgium Division.
(Courtesy of Jean - Paul Agnard, Quebec, Canada).




The pictures and history of Forest plant in Belgium
(Courtesy of Julian Anton, Paris, France).



The picture of Pathe factory in Belgium printed on the postcard.
(Courtesy of Julian Anton, Paris, France and his Belgian friend Patrick De Caluwe).


The above picture showns the differences between
Siamese Pathe and French Pathe record labels.
(Courtesy of Christian Mueller, Geneva, Switzerland).




This is me holding the first Pathe disc and Siamese Pathe disc.




MANY THANKS TO:

MR. CHRISTIAN MUELLER
SWITZERLAND


MR. RICHARD VALETTE
FRANCE


MR. PATRICK DE CALUWE
BELGIUM