เพลงสรรเสริญพระบารมี
และ
เพลงชาติไทย


ก่อนที่สยามจะเริ่มมีการใช้เพลงชาติเป็นเพลงของชาติอย่างเป็นทางการนั้น สยามได้ใช้เพลงสรรเสริญพระบารมีเป็นเพลงหลักที่แสดงความเป็นองค์แทนหรือตัวแทนของความเป็นชาติมาก่อน เพราะก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชมาเป็นระบอบประชาธิปไตยอย่างปัจจุบันนั้น พระมหากษัตริย์ชาติสยามทุกพระองค์ทรงเป็นผู้ที่มีพระราชอำนาจสูงสุดในประเทศ ดังนั้นเพลงสรรเสริญพระบารมี จึงเป็นบทเพลงสำหรับใช้บรรเลงเพื่อสรรเสริญพระบารมีแห่งพระมหากษัตริย์นั่นเอง โดยใช้บรรเลงระหว่างช่วงปี พ.ศ. ๒๔๓๑ - ๒๔๗๕










เพลงสรรเสริญพระบารมี ... ที่มีการบันทึกเสียงครั้งแรกของโลก!


"เพลงสรรเสริญพระบารมี" ที่มีการบันทึกเสียงเก่าแก่ที่สุดในโลกนั้น มีหลักฐานยืนยันอย่างชัดเจนว่าเป็นการบันทึกเสียงในสมัยรัชกาลที่ ๕ โดยเป็นการบันทึกเสียงเพลงสรรเสริญพระบารมีแบบบรรเลงดนตรีไทยเดิม โดยคณะนายบุศย์มหินทร์ (Boosra Mahin) หรือเจ้าหมื่นไววรนาถ เมื่อครั้งรอนแรมไปแสดงที่สวนสัตว์ ณ กรุงเบอร์ลิน (Berlin Zoo) ประเทศเยอรมันนี ในปีพ.ศ. ๒๔๔๓







โดยเป็นการบันทึกเสียง เพลงสรรเสริญพระบารมี ลงกระบอกเสียงเอดิสันชนิดไขขี้ผึ้งสีน้ำตาลอ่อนหรือที่เรียกว่า Edison brown blank wax cylinder (แบบเดียวกับที่ชมในคลิป) และบันทึกเสียงโดย ด๊อกเตอร์ คาร์ล สตุ๊ฟ (Dr. Carl Stumpf) ซึ่งเป็นผู้เชียวชาญการศึกษาเรื่องของเสียงและการบันทึกเสียงในประเทศเยอรมันนี










เพลงสรรเสริญพระบารมี เนื้อร้องไทยเดิมฉบับแรกอย่างไม่เป็นทางการ!


ตามประวัติศาสตร์ที่มีหลักฐานยืนยัน "เพลงสรรเสริญพระบารมี" เริ่มมีการบันทึกเสียงครั้งแรกในสมัยพระพุทธเจ้าหลวง ประมาณปี พ.ศ. ๒๔๕๐ ผู้ขับร้องในขณะนั้นจัดเป็นนักร้องดีประจำพระราชสำนัก ได้แก่ แม่ปุ่น และ แม่แป้น บรรเลงดนตรีประกอบโดยแตรวงกรมทหารราบที่ ๓ เป็นการบันทึกเสียงลงจานเสียงยี่ห้อ "ปาเต๊ะ" ของฝรั่งเศส เป็นจานเสียงชนิด "ร่องกลับทาง" (Center Start Disc) หมายถึงต้องวางเข็มจากตรงกลางแผ่นและเข็มจะหมุนทวนไปสุดขอบแผ่น บางคนในสมัยนั้นเรียกจานเสียงชนิดนี้ว่า "แผ่นกลับซ้าย" และเข็มที่ใช้เล่นกับจานเสียงชนิดนี้ต้องใช้เข็มเพชรหัวมนเท่านั้น ไม่ใช่เข็มเหล็กปลายแหลมอย่างที่หลายคนคุ้นเคย จานเสียงปาเต๊ะที่อัดเสียงเพลงสรรเสริญพระบารมีนี้ มีหมายเลขประจำแผ่นคือ ๔๗๐๓๗ หน้าตราของแผ่นที่ระบุชื่อเพลงและผู้ขับร้องเป็นแบบชนิด "เซาะร่องและปาดสี" (Engraved Label) สีที่ใช้สำหรับปาด บริษัทปาเต๊ะกำหนดให้ใช้ดินสีเหลืองเป็นสำคัญ (Yellow ochre pigment) เพราะสีเหลืองเป็นสีที่ตัดกับสีดำซึ่งเป็นสีของครั่งจึงทำให้หน้าตราจานเสียงเห็นเด่นชัด ต่างจากจานเสียงทั่วไปในสมัยรัชกาลที่ ๕ ที่มักใช้หน้าตราเป็นแบบพิมพ์บนกระดาษ (Paper Label)



อย่างที่กล่าวไว้ข้างต้นว่า บริษัทปาเต๊ะเป็นผู้ได้รับสิทธิ์เป็นผู้อัดเสียง "เพลงสรรเสริญพระบารมี" ฉบับแรกหรือที่เรียกว่า ฉบับแม่ปุ่นแม่แป้น แล้วท่านทราบหรือไม่ว่าบริษัทปาเต๊ะมีประวัติความเป็นมาอย่างไร? …ปาเต๊ะเป็นบริษัทผู้ผลิตจานเสียงของชาวฝรั่งเศสผู้ก่อตั้งคือ ชาร์ล ปาเต๊ะ (ก่อนหน้าปี พ.ศ. ๒๔๔๘ ปาเต๊ะเป็นหนึ่งในบริษัทผู้นำที่ผลิตเครื่องเล่นกระบอกเสียง และตัวกระบอกเสียงไขผึ้ง จากนั้นจึงผันมาผลิตจานเสียงเต็มตัว โดยเริ่มจากการประดิษฐ์จานเสียงไขผึ้งหุ้มบนแผ่นกระเบื้องชนิดหน้าเดียว (Wax on a cement base) แต่ประสบปัญหาไขผึ้งหลุดร่อนขณะเล่น จากนั้นในปี พ.ศ. ๒๔๔๙ จนถึงปี พ.ศ. ๒๔๕๘ ปาเต๊ะจึงเปลี่ยนวัสดุจากไขผึ้งเป็นขี้ครั่ง แต่ยังคงเป็นหน้าตราแบบแกะสลักหรือเซาะร่องปาดสี (Shellac with engraved label) โดยเล่นด้วยความเร็ว ๙๐ ถึง ๑๐๐ รอบต่อนาที (RPM) พร้อมกับเปิดตัวเครื่องเล่นจานเสียงรุ่น PATHE A สำหรับใช้กับจานเสียงเข็มเพชรชนิดร่องกลับทางที่กล่าวถึงนี้

ชาร์ล ปาเต๊ะ ได้ส่งวิศวกรผู้ชำนาญงานด้านการบันทึกเสียงล่องเรือเข้ามายังกรุงสยาม เมื่อถึงบางกอกจึงได้ขอเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าหลวง รัชกาลที่ ๕ เพื่อขอพระบรมราชานุญาตนำนักร้องเสียงดีประจำราชสำนัก บันทึกเสียงลงจานเสียงปาเต๊ะรุ่นแรก ช่วงรัตนโกสินทร์ศก ๑๒๗ ซึ่งตรงกับพ.ศ. ๒๔๕๐ (หลักฐานการโฆษณาจานเสียงปาเต๊ะ ชนิดร่องกลับทางดูได้จากหนังสือพิมพ์ "จีนโนสยามวารศัพท์" ซึ่งระบุไว้ว่าบริษัทรัตนมาลา ในขณะนั้นได้ขอพระบรมราชานุญาต ใช้ตราแผ่นดินของพระพุทธเจ้าหลวง รัชกาลที่ ๕ เป็นตราประจำบริษัท และเป็นผู้จัดจำหน่ายจานเสียงยี่ห้อนี้)

อย่างที่กล่าวไว้ว่า นักร้องเสียงดีที่ถูกคัดเลือกให้ร้อง "เพลงสรรเสริญพระบารมี" ในครั้งนั้นก็คือ แม่ปุ่นและแม่แป้น แม่แป้นมีชื่อจริงว่านางแป้น วัชโรบล (พ.ศ. ๒๔๒๓ - ๒๔๖๕) เป็นนักร้องดังรุ่นเดียวกับแม่เจริญ พาทยโกศล หม่อมมาลัย กุญชร ณ. อยุธยา หม่อมคร้าม กุญชร ณ. อยุธยา และหม่อมจันทร์ กุญชร ณ. อยุธยา ในเจ้าพระยาเทเวศน์วงศ์วิวัฒน์ จากลีลาและลูกคอการร้องมีความกลมกลืนกันดีมากทั้งยังมีเสียงแหลมเล็กตามความนิยมของผู้ฟังในสมัยพระพุทธเจ้าหลวง จึงถือว่าไม่ผิดหวังที่ทางบริษัทปาเต๊ะคัดเลือกนักร้องเสียงเอกคู่นี้มาร้อง "เพลงสรรเสริญพระบารมี" นอกเหนือจากนักร้องเสียงดีทั้งสองท่านนี้แล้ว การร้องยังเป็นการร้องส่งแตรวงทหาร คือแตรวงทหารราบที่ ๓ (ปัจจุบันคือกรมทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์) ตามหลักฐานการค้นคว้า ผู้ที่บังคับกองแตรวงชุดนี้น่าจะเป็นพระยาวาทิตบรเทศ (ม.ร.ว. ชิต เสนีวงศ์ ณ. อยุธยา) เพราะเป็นผู้ที่บังคับและควบคุมกองแตรวงทหารมหาดเล็กตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๒๑ จนกระทั่งถึง พ.ศ. ๒๔๗๖

เมื่อวิศวกรปาเต๊ะบันทึกเสียงลงกระบอกเสียงเสร็จเรียบร้อยจึงส่งกระบอกเสียงต้นฉบับกลับไปทำจานเสียง ณ โรงงานผลิตแผ่นเสียงของปาเต๊ะชื่อ Forest Park ในประเทศเบลเยี่ยม สังเกตได้จากคำว่า เบลเยี่ยมที่สลักเป็นภาษาอังกฤษอยู่ในกรอบข้าวหลามตัด และ คำว่า PATHE - DB ซึ่งหมายถึง PATHE Division Belge บนจานเสียง ตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์ โรงงาน Forest Park แห่งนี้เป็นสถานที่เก็บกระบอกเสียงต้นฉบับเพลงไทยเดิมโบราณในสมัยพระพุทธเจ้าหลวงจำนวนมาก แต่ในช่างสงครามโลกครั้งที่ ๑ โรงงานแห่งนี้ได้ถูกทหารเยอรมันบุกเข้าทำลาย ดังนั้นจึงเป็นเรื่องน่าเสียดายอย่างยิ่งที่กระบอกเสียงต้นฉบับเพลงไทยเดิมของชาติไทยสูญสลายไปจนหมดสิ้น นับตั้งแต่บัดนั้น

มีเรื่องเล่ากันว่า ขณะที่จานเสียงปาเต๊ะเพลงไทยเดิมซึ่งรวมถึง "เพลงสรรเสริญพระบารมี" ฉบับแม่ปุ่นแม่แป้นนี้ ถูกส่งจากโรงงานเข้ามาขายยังสยาม โดยมีบริษัทรัตนมาลาเป็นผู้จัดจำหน่าย ทางบริษัทปาเต๊ะฝรั่งเศสได้สั่งให้ใช้โลโก้ Discobolus ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ทางการของปาเต๊ะเพื่อเรียกขานจานเสียงเช่นเดียวกับจานเสียงปาเต๊ะในประเทศอื่นทั่วโลก (Discobolus Logo คือ สัญลักษณ์ที่เป็นรูปเทพเจ้ากรีกขว้างจานเสียงปาเต๊ะไปรอบโลก จุดประสงค์เพื่อบ่งบอกให้คนทั้งโลกรู้ว่า เขาสามารถฟังดนตรีได้จากจานเสียงปาเต๊ะ) แต่สัญลักษณ์ดังกล่าวนี้ชาวสยามกลับไม่ชื่นชอบและก็ไม่ได้มีความศรัทธาใดๆ กับเทพเจ้ากรีกที่ขว้างจานเสียง ด้วยเหตุนี้ทางบริษัทรัตนมาลาจึงขออนุญาตบริษัทปาเต๊ะฝรั่งเศส ขออนุญาตออกแบบสัญลักษณ์จานเสียงปาเต๊ะเพลงไทยเองสำหรับประเทศสยามเป็นการเฉพาะ ซึ่งมีสัญลักษณ์เป็นช้างเผือกเหยียบลูกโลก ล้อมข้างด้วยช่อมะกอก โดยสัญลักษณ์นี้น้อยคนนักที่จะได้มีโอกาสเห็น

"นายห้างปาเต๊ะ ให้แม่ปุ่นและแม่แป้นร้องเพลงสรรเสริญ" ประโยคเกริ่นนำข้างต้นซึ่งเป็นเสียงพูดสำเนียงเหน่อๆ ของแม่ปุ่นแม่แป้น แต่แฝงด้วยพลัง ทำให้รู้สึกได้ถึงสำเนียงและวิญญาณของคนบางกอกในสมัยนั้น นอกจากนี้แล้ว การร้องจะมีการเอื้อนและแบ่งวรรคตอนต่างจากในปัจจุบัน ทั้งยังร้องส่งดนตรีเหมือนเพลงไทยเดิมอีกต่างหาก ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น? อย่าลืมว่าแม่ปุ่นและแม่แป้นเป็นนักร้องเสียงดีสังกัดวังบ้านหม้อ ซึ่งวังบ้านหม้อขณะนั้นเป็นบ้านของเจ้าพระยาเทเวศรวงศวิวัฒน์ (ม.ร.ว. หลาน กุญชร) และท่านได้ร่วมกับสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ร่วมกันคิดกระบวนการขับร้องแบบที่เรียกว่า "คอนเสิต" ออกมาจนเป็นที่นิยมของมหาชน ซึ่งการร้องแบบที่เรียกว่า "คอนเสิต" นี้ก็มีการกรอกเสียงลงจานเสียงปาเต๊ะร่องกลับทางอยู่หลายแผ่นด้วย จากนั้นเจ้าพระยาเทเวศรได้คิดเอาตัวละครมารำเข้ากับเพลงคอนเสิต พร้อมกับตั้งโรงละครขึ้นใหม่ภายในบ้านท่าน โดยมีชื่อว่า "โรงละคอนดึกดำบรรพ์" ตั้งแต่ช่วงปี พ.ศ. ๒๔๔๒ ถือเป็นละครอย่างใหม่ ซึ่งเป็นที่ทรงโปรดของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ยิ่งนัก จนกระทั่งถึงปี พ.ศ. ๒๔๕๒ ท่านเริ่มเจ็บป่วย การเล่นละคอนจึงต้องยุติไปโดยปริยาย










เพลงสรรเสริญพระบารมี ฉบับเนื้อร้องละคอนดึกดำบรรพ์!


งานบันทึกเสียงครั้งนี้ เป็นอีกหนึ่งที่เราได้ย้อนประวัติศาสตร์ของเพลงสรรเสริญพระบารมี ที่นำเนื้อร้องพระนิพนธ์เริ่มต้นของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ที่ทรงบรรจุไว้ในบทละคอนดึกดำบรรพ์คณะวังบ้านหม้อของเจ้าพระยาเทเวศร์วงวิวัฒน์ (ม.ร.ว.หลาน กุญชรฯ) มาเป็นกรณีศึกษา

โครงสร้างของเสียงในแผ่นปาเต๊ะแผ่นนี้ มีดังนี้:



- เพลงรัวดึกดำบรรพ์ (ดนตรีบรรเลง วงปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์)
- เพลงสรรเสริญพระบารมี (มีขับร้องคู่ วงดนตรีบรรเลงเคล้า ระนาดตีทางเก็บตลอด)
- เพลงกราวรำสองชั้น (ดนตรีบรรเลง มีปี่สวมเพิ่มเข้ามาในวง บรรเลงสองรอบใหญ่ ลงท้ายหักทอดทำนอง)



ธรรมเนียมของการเล่นละคอนดึกดำบรรพ์นั้น จะลงท้ายจบการแสดงด้วยบทถวายพระพร/อาศิรวาทถวายความจงรักภักดี บรรจุทำนองเพลงที่สง่าผ่าเผย เช่น นางนาค มหาฤกษ์ มหากาล ทองย่อน มอญแปลง เป็นต้น แล้วออกทำนองรัว ซึ่งเป็นทำนองเฉพาะ เรียกว่า “รัวดึกดำบรรพ์” (ตัดทอนมาจากทำนองรัวฉิ่งท้ายเรื่องเพลงฉิ่งพระฉัน ทำให้สั้นกว่า) แล้วส่งเพลงสรรเสริญพระบารมี ส่วนกราวรำจะต่อท้ายหรือเปล่านั้น ที่จริงไม่มีปรากฏในต้นฉบับบทละคอนดึกดำบรรพ์เรื่องอื่นๆนอกจากเรื่องรามเกียรติ์ตอนศูรปนักขาตีสีดา ส่วนที่มาอยู่ในบทคอนเสิร์ตตรงนี้ ก็น่าจะเป็นการอาศัยทั้งสองธรรมเนียมคือละคอนดึกดำบรรพ์ที่มีการขับร้องบทถวายพระพร และการแสดงโขนที่เป็นการแสดงเชิงพิธีกรรมที่มีเพลงกราวรำมาต่อท้ายเป็นสัญลักษณ์การลงจบอย่างสมบูรณ์

บทขับร้องสรรเสริญพระบารมีที่ได้ยิน เป็นบทที่ทรงพระนิพนธ์เอาไว้ให้นักแสดงละครดึกดำบรรพ์ร่วมขับร้องถวายพระพร ดังนี้ :



อ้าพระนฤปวง ทรงสิรวัฑฒนา
จงพระพุทธศา สนฐีติยง
ราชรัฐจงจิรัง ทั้งบรมวงศ์
ทีรฆดำรง ทรงกรุณาประชาบาล
ราชธรรมรักษา เปนหิตานุหิตสาร
ขอบันดาล ธประสงค์ ใด
จงสิทธิดัง หวังพระหฤทัย
ดุจถวายชัย ฉนี้ ฯ



เนื้อร้องนี้เป็นเนื้อร้องเฉพาะที่ใช้อยู่ในกลุ่มนักแสดงละคอนดึกดำบรรพ์ของคณะเจ้าพระยาเทเวศร์ฯและนักร้องคอนเสิตที่ทำงานต้อนรับแขกบ้านแขกเมืองเป็นหลัก มากกว่าที่จะเป็นเนื้อร้องที่ประชาชนทั่วไปใช้ขับร้อง (หมายถึงเนื้อร้องอื่นๆที่นิยมกว่า)

ตามประวัติว่าละคอนดึกดำบรรพ์แรกเล่นเมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๒ ในการรับแขกเมืองที่มาเฝ้าในปีนั้น ก่อนนั้นการรับแขกเมืองจะเป็นการแสดงเพลงคอนเสิร์ตเล่าเรื่อง ซึ่งเริ่มต้นจากคอนเสิร์ตเรื่องรามเกียรติ์ตอนนางลอย ต้อนรับเคาน์ออฟตูริน ณ พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท เมื่อ ๑๓ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๔๑ ซึ่งไม่ปรากฏบทขับร้องสรรเสริญพระบารมีในบทพระนิพนธ์นางลอย แต่เมื่อการรับแขกเมืองศักดิ์สูงในยุคต่อมาเปลี่ยนมาเป็นการใช้ละคอนดึกดำบรรพ์ ก็มีการจัดวางรูปแบบการแสดงและเนื้อหาที่ชัดเจนมากขึ้น ซึ่งกรณีนี้คงรวมการบรรจุเพลงสรรเสริญพระบารมีเข้าไปด้วยในตอนท้าย แม้นอกวาระการรับแขกชั้นสูง ท่านเจ้าพระยาเทเวศร์ฯก็ยังจัดละคอนดึกดำบรรพ์ให้คนทั่วไปได้ดูกันที่โรงละครริมถนนอัษฎางค์กันต่อมาจนถึง พ.ศ. ๒๔๕๒ จึงยุติการแสดง ซึ่งช่วงเวลาที่เกิดขึ้นระหว่าง พ.ศ. ๒๔๔๒ - ๒๔๕๒ ก็ได้เกิดมีการบันทึกแผ่นเสียงละคอนดึกดำบรรพ์เอาไว้เป็นหลักฐานด้วย

ชื่อของนักร้องที่ปรากฏอยู่บนแผ่น “หม่อมเจริญ” และ “แม่เทศ” ล้วนเป็นคนสำคัญของโรงละครวังบ้านหม้อทั้งคู่ และมีบทบาทสำคัญต่อการเผยแพร่องค์ความรู้ทางดนตรีไทยนาฏศิลป์ให้แก่สังคมไทยในยุคต่อมา



หม่อมเจริญ คือ หม่อมเจริญ กุญชร ฯ อดีตหม่อมถวายงานรับใช้เจ้าพระยาเทเวศร์ เป็นคนร้องเสียงดี ทำหน้าที่ต้นเสียงการขับร้องทั้งงานละครและคอนเสิร์ต ต่อมาไปพำนักอยู่กับบ้านครูจางวางทั่ว พาทยโกศล ใช้นามสกุลตามท่านครูจางวางทั่ว และถ่ายทอดหลักการขับร้องเอาไว้ให้ลูกศิษย์สำนักพาทยโกศลเป็นต้นแบบยึดถือมาจนทุกวันนี้ รวมทั้งแต่งทางร้องให้เพลงใหม่ๆที่เป็นผลงานท่านครูจางวางทั่ว นักดนตรีศิษย์บ้านพาทยโกศลเรียกท่านว่า “นายแม่หม่อมเจริญ” แนวทางขับร้องที่กล่าวกันว่าพาทยโกศลร้องอย่างโบราณ ใช้เทคนิคการตกแต่งประดับประดาน้อยกว่าสายอื่น ถ้าพิจารณากันจริงๆก็คือการอนุรักษ์ต้นแบบทางร้องของนายแม่หม่อมเจริญนี้เป็นสรณะ



แม่เทศ คือ คุณหญิงเทศ สุวรรณภารต ภรรยาของพระยานัฎกานุรักษ์ (ทองดี สุวรรณภารต) อดีตเจ้ากรมมหรสพ สามีของท่านผู้ที่มีบทบาทในการจัดวางท่ารำเพลงหน้าพาทย์องค์พระพิราพ และเป็นครูสอนโขนคนสำคัญของวงการนาฏศิลป์ไทย ตัวคุณหญิงเทศเองก็เป็นผู้มีความรู้ในกระบวนรำหน้าพาทย์อย่างยิ่งอีกท่านหนึ่ง รวมทั้งเป็นผู้ต่อท่ารำเพลงองค์พระพิราพให้ลูกศิษย์ในสายวิชาของท่านด้วย อาทิ ครูสมยศ เปี่ยมลาภ, ครูเวนิช เชียรวงศ์ การที่ครูผู้หญิงสามารถรำโขนได้จนถึงวิชาสูงสุดนี้ไม่ธรรมดาแน่ การปรากฏชื่อคุณหญิงเทศเป็นนักร้องร่วมกับหม่อมเจริญนั้น ถือว่าเป็นการพิสูจน์ความสามารถอีกด้านหนึ่งของท่านว่านอกจากจะรำได้ดีแล้ว ยังขับร้องได้ดีจนเป็นที่ยกย่องบนหน้าฉลากแผ่นเสียงได้

เรื่องน่าสนใจอีกด้านคือ ทั้งหม่อมเจริญและคุณหญิงเทศ มีชื่อถูกระบุเอาไว้ในบท “ศิลปการแต่งหน้า” พระนิพนธ์ของสมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยานริศฯ ทั้งส่วนของสาส์นสมเด็จและ “สูตรการแต่งหน้าละคอนดึกดำบรรพ์” ซึ่งหม่อมเจ้าดวงจิตร จิตรพงศ์ พระธิดาของพระองค์ท่านทรงประทานอธิบายเสริมเอาไว้ในบท “สังคีตวาทิตวิธีวิจารณ์” หนังสือชุมนุมบทละคอนและบทคอนเสิต ซึ่งกรมศิลปากรจัดพิมพ์ต่อมา สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยานริศฯได้ทรงยกตัวอย่างของวิธีการสังเกตลักษณะใบหน้า ปาก คิ้ว ขาตะไกร โหนกแก้ม ของหม่อมเจริญและคุณหญิงเทศ ซึ่งโดยพื้นฐานไม่ใช่คนสวยนัก (หม่อมเจริญปากกว้าง จมูกแบน คิ้วและตาชิดกัน ขาตะไกรใหญ่, ส่วนคุณหญิงเทศ ปากหนามาก ตาเล็กมาก โหนกแก้มสูง) โดยทรงหาวิธีแก้ไขการแต่งหน้าตัวละคอนโดยบันทึกเทคนิควิธีการไว้อย่างละเอียด เพื่อให้ผู้อื่นช่วยเขียนแทนได้ เป็นการสะท้อนพระอัจริยภาพการเป็น Makeup Artist ที่น่าสนใจอย่างยิ่ง และหากแก้ไขได้ตามที่ทรงวินิจฉัยไว้ ทั้งสองท่านก็คงจะกลายเป็นคนงามเพราะแต่งขึ้นมากทีเดียว






เพลงสรรเสริญพระบารมี เนื้อร้องแบบราชการฉบับแรก!

เพลงสรรเสริญพระบารมีเนื้อร้องโบราณอีกเนื้อหนึ่งของสมเด็จเจ้าฟ้าฯกรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์จากจานเสียงโอเดียนหน้าแดง ตอนจบเรื่องนางลอย ขับร้องโดยหม่อมส้มจีน พิณพาทย์โดยนายแปลกนายสอน ถือว่าเป็นเนื้อที่หาฟังยากมากเช่นกัน และตามประวัติเพลงแล้ว ตับนางลอยนั้นเก่ากว่าตับพรหมาสตร์ และเพลงชุดนางลอยก็เคยถูกนำออกแสดงที่พระที่นั่งจักรีมหาปราสาทตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๔๑ ส่วนตับพรหมาสตร์จะเป็นปีถัดมาคือ พ.ศ. ๒๔๔๒ และเนื้อร้องฉบับนี้ เจ้าพระยาพระเสด็จสุเรนทราธิบดี (หม่อมราชวงศ์เปีย มาลากุล เมื่อครั้งยังเป็น พระยาวิสุทธสุริยศักดิ์) เสนาบดีกระทรวงธรรมการ ได้ประกาศให้ใช้เนื้อร้องนี้สำหรับนักเรียนชายหญิงในโรงเรียนต่างๆ ทั่วประเทศขับร้อง เมื่อวันที่ ๑ มีนาคม ร.ศ. ๑๒๑ (พ.ศ. ๒๔๔๕)



ข้าวรพุทธเจ้า เหล่ายุพยุพดี
ยอกรชุลี วรบทบงสุ์
ซร้องศัพท์ถวายชัย ในนฤปทรง
พระยศยิ่งยง เย็นศิระเพราะพระบริบาล
ผลพระคุณะรักษา ชนนิกายะสุขศานต์
ขอบันดาล ธ ประสงค์ใด
จงสิทธิ์ดัง หวังวรหฤทัย
ดุจจะถวายชัย ฉะนี้




















เนื้อร้องเพลงสรรเสริญพระบารมีอีกเนื้อหนึ่งที่ไม่ค่อยมีคนรู้จัก ก็คือเนื้อของทหารเรือ เป็นของเสด็จเตี่ยกรมหลวงชุมพร ซึ่งมีเนื้อร้องดังนี้:

ข้าวรพุทธเจ้า เหล่ายุทธพลนาวา
ขอถวายวันทา วรบทบงสุ์
ยกพลถวายชัย ให้สยามจง
อิสระยิ่งยง เย็นศิระเพราะพระบริบาล
ใจทหารทั้งบ่าวนาย ยอมขอตายถวายท่าน
ขอบันดาล ธ ประสงค์ใด
จงสฤษดิ์ดัง หวังวรหฤทัย
ดุจจะถวายชัย ฉะนี้





ในส่วนของเนื้อร้องเพลงสรรเสริญพระบารมีฉบับปัจจุบันที่พวกเราชาวไทยต่างรู้จักกันดีนั้น สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงเป็นผู้นิพนธ์เนื้อร้องประกอบและได้มีการบรรเลงเป็นครั้งแรก ณ ศาลายุทธนาธิการในปี พ.ศ. ๒๔๓๑ ต่อมาเมื่อถึงรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงนำเพลงสรรเสริญพระบารมี มาพระราชนิพนธ์คำร้องขึ้นใหม่ โดยทรงรักษาคำร้องเดิมเอาไว้เกือบทุกอย่าง ยกเว้นแต่ทรงเปลี่ยนคำร้องในท่อนสุดท้ายว่า ฉะนี้ ให้เป็น ชโย และประกาศใช้ ในวันที่ ๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๕๖ และใช้เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน

























(เนื้อเพลงสรรเสริญพระบารมีที่ใช้ในปัจจุบัน)
ข้าวรพุทธเจ้า เอามโนและศิระกราน
นบพระภูมิบาล บุญดิเรก
เอกบรมจักริน พระสยามินทร์
พระยศยิ่งยง เย็นศิระเพราะพระบริบาล
ผลพระคุณ ธ รักษา ปวงประชาเป็นสุขศานต์
ขอบันดาล ธ ประสงค์ใด
จงสฤษฎ์ดัง หวังวรหฤทัย
ดุจถวายชัย ชโย






















เพลงสรรเสริญพระบารมี
และข้อกำหนด กฎ ระเบียบที่ระบุไว้ในราชกิจจานุเบกษา


ราชกิจจานุเบกษาปี พ.ศ. ๒๔๗๘









ราชกิจจานุเบกษาปี พ.ศ. ๒๔๘๒





ราชกิจจานุเบกษาปี พ.ศ. ๒๔๘๓






การเปลี่ยนแปลงการปกครอง
กับการถือกำเนิดครั้งแรกของ
เพลงชาติสยาม (เพลงชาติไทย)







การถือกำเนิดเพลงชาติไทยมีขึ้นหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อปี พ.ศ.๒๔๗๕ โดยมีหลักฐานยืนยันอยู่ในรายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎร สมัยที่ ๑ พ.ศ. ๒๔๗๖ หน้า ๕๐๓ (ย่อหน้าสุดท้ายของหน้า ... นายชุณห์) - หน้า ๕๐๕










ขึ้นปีพ.ศ.๒๔๗๗ ได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อให้มีการประกวดเพลงชาติเพื่อใช้เป็นแบบฉบับทางการ ซึ่งมีหลักฐานดังต่อไปนี้












เพลงชาติไทย ฉบับขุนวิจิตรมาตรา





ทำนองโดย: พระเจนดุริยางค์ (ปิติ วาทยะกร)


คำร้องโดย: ขุนวิจิตรมาตรา (สง่า กาญจนาคพันธุ์)



แผ่นดินสยามนามประเทืองว่าเมืองทอง
ไทยเข้าครองตั้งประเทศเขตต์แดนสง่า
สืบเผ่าไทยดึกดำบรรพ์โบราณลงมา
รวมรักษาสามัคคีทวีไทย
บางสมัยศัตรูจู่โจมตี
ไทยพลีชีพร่วมรวมรุกไล่
เข้าลุยเลือดหมายมุ่งผดุงผะไท
สยามสมัยบุราณรอดตลอดมา
อันดินสยามคือว่าเนื้อของเชื้อไทย
น้ำรินไหลคือว่าเลือดของเชื้อข้า
เอกราษฎร์คือเจดีย์ที่เราบูชา
เราจะสามัคคีร่วมมีใจ
รักษาชาติประเทศเอกราชจงดี
ใครย่ำยีเราจะไม่ละให้
เอาเลือดล้างให้สิ้นแผ่นดินของไทย
สถาปนาสยามให้เทอดไทยไชโย




เพลงชาติไทย ฉบับนายฉันท์ ขำวิไล





คำร้องโดย: นายฉันท์ ขำวิไล ในปี พ.ศ. ๒๔๗๗



เหล่าเราทั้งหลายขอน้อมกายถวายชีวิต
รักษาสิทธิ์อิสระ ณ แดนสยาม
ที่พ่อแม่สู้ยอมม้วยด้วยพยายาม
ปราบเสี้ยนหนามให้พินาศสืบชาติมา
แม้ถึงภัยไทยด้อยจนย่อยยับ
ยังกู้กลับคงคืนได้ชื่นหน้า
ควรแก่นามงามสุดอยุธยา
นั้นมิใช่ว่าจะขัดสนหมดคนดี
เหล่าเราทั้งหลายเลือดและเนื้อเชื้อชาติไทย
มิให้ใครเข้าเหยียบย่ำขยำขยี้
ประคับประคองป้องสิทธิ์อิสรเสรี
เมื่อภัยมีช่วยกันจนวันตาย
จะสิ้นชีพไว้ชื่อให้ลือลั่น
ว่าไทยมั่นรักชาติไม่ขาดสาย
มีไมตรีดียิ่งทั้งหญิงทั้งชาย
สยามมิวายผู้มุ่งหมายเชิดชัยไชโย





เพลงชาติฉบับ พ.ศ. ๒๔๗๗ ได้ ใช้กันมาจนถึง พ.ศ.๒๔๘๒ รัฐบาลขณะนั้นมีมติให้เปลี่ยนชื่อประเทศจากประเทศสยามเป็นประเทศไทยดังนั้นจึงต้องแก้ไขเพลงชาติอีกครั้งหนึ่ง โดยใช้ทำนองเดิมโดย พระเจนดุริยางค์ แต่ให้มีการประกวดบทร้องเข้ากับทำนองใหม่ ผลประกวดปรากฏว่าผู้ชนะคือนายพันเอกหลวง สารานุประพันธ์ (นวล ปาจิณพยัคฆ์) ส่งในนามของกองทัพบก ต่อมารัฐบาลจึงประกาศใช้เพลงชาติไทยฉบับวันที่ ๑๐ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๘๒ เป็นฉบับทางการและใช้จนกระทั่งปัจจุบัน

































เนื้อร้องฟังเพลงชาติไทยฉบับปีพ.ศ.๒๔๘๒
ประเทศไทยรวมเลือดเนื้อชาติเชื้อไทย
เป็นประชารัฐไผทของไทยทุกส่วน
อยู่ดำรงคงไว้ได้ทั้งมวล
ด้วยไทยล้วนหมายรักสามัคคี
ไทยนี้รักสงบแต่ถึงรบไม่ขลาด
เอกราชจะไม่ให้ใครข่มขี่
สละเลือดทุกหยาดเป็นชาติพลี
เถลิงประเทศชาติไทยทวีมีชัยชโย









นำเสนอโดย:
สมาคมนักอนุรักษ์เครื่องเล่นกระบอกเสียงและหีบเสียงไทย
(www.talkingmachine.org)

และ
พิพิธภัณฑ์ธงชาติไทย
(www.thaiflag.org)