เพลงพระราชนิพนธ์



เรื่องราวและที่มาของแผ่นเสียงเพลงพระราชนิพนธ์
แผ่นเสียงเพลงพระราชนิพนธ์
ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวสมัยเริ่มแรก
สัมภาษณ์นักดนตรี นักร้อง กรมประชาสัมพันธ์








ปีพุทธศักราช 2489 ปีสุดท้ายในสมัยรัชกาลที่ 8 คนไทยยังไม่สู้จะคุ้นเคยกับเพลงฝรั่งประเภท เพลงบลูส์ เรารู้จักเพลงแจสซ์กันบ้าง รู้จักเพลงที่ ใช้บรรเลงเมื่อเต้นรำจังหวะบอลล์รูม เพลงไทย สากลที่คุ้นหูส่วนมากก็จะมีจังหวะวอลท์ซ ควิด สเต็ป รัมบา สโลว์ แทงโก เป็นพื้น นักแต่งเพลง ไทยสากลที่เรียกได้ว่าแต่งเพลงทันสมัย มีเสียง ประเภทครึ่งเสียงผสมอยู่ก็มีไม่กี่คน ที่นึกออกก็มี หลวงสุขุมนัยประดิษฐ์ หม่อมเจ้าจักรพันธ์เพ็ญ ศิริ จักรพันธุ์ และครูนารถ ถาวรบุตร เป็นต้น ครู เอื้อ สุนทรสนานนั้นแต่งเพลงเรียบๆ ติดหูคนไทย ฟังง่าย ไพเราะเป็นสำคัญ เรียกได้ว่าเพลงเหล่านี้ ของครูเอื้อไม่แปร่งหู แต่ของหลวงสุขุมฯนั้นเริ่มมี แปร่งหูนิดๆ

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล ทรงพระกรุณาแนะหม่อมเจ้าจักรพันธ์ เพ็ญศิริ จักรพันธุ์ ให้ทรงศึกษาวิธีแต่งเพลงประ กอบบลูส์จากสมเด็จพระอนุชาธิราชเจ้าฟ้าภูมิ พลอดุลยเดช และนั่นก็คือการเริ่มต้นศักราชใหม่ ของคนไทย ที่จะได้สัมผัสกับเพลงทำนองบลูส์ อันเป็นแนวใหม่ที่เราไม่คุ้น เราเริ่มรู้จักเพลงที่ แตกต่างไปจากแนวเก่าที่มักใช้ในรูปแบบเอ เอ บี เอ เหนือไปกว่านั้นเสียงเพลง บลูส์ คนไทยสมัยนั้นมักกล่าวว่า “ เสียงแหม่งๆ ” แม้แต่ครูเอื้อ สุนทรสนาน เองได้ฟังเพลงพระราช นิพนธ์ยามเย็นครั้งแรก ก็ยังกล่าวว่า “ เสียงแห ม่งๆ ” จนพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เคยมีรับ สั่งถามครูเอื้อตรงๆว่า “ จริงหรือที่นายเอื้อว่า เพลงพระราชนิพนธ์เสียงแหม่งๆ ” ครูเอื้อก็กราบ บังคมทูลรับว่าจริง และอธิบายเพิ่มต่อไปอีกว่าที่ ตัดสินว่า “ แหม่งๆ ” เพราะใช้หูคนฟังทั่วไปใน ขณะนั้นเป็นเกณฑ์ในการตัดสิน ด้วยว่าตนไทย ยุคนั้นไม่คุ้นเพลงครึ่งเสียงมากๆ ดังที่ปรากฏอยู่ ในเพลงประเภทบลูส์ เพลงพระราชนิพนธ์ในพระบาท สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพลงแรกคือเพลงแสง เทียน แต่ยังไม่พระราชทานลงมา เพลงที่สองคือ เพลงชะตาชีวิต เพลงที่สามคือเพลงสายฝน และ เพลงที่สี่กับห้าคือเพลงใกล้รุ่ง กับเพลงยามเย็น ตามลำดับ คุณ มัณฑนา โมรากุล เล่าว่า ตอน เย็นวันที่ 8 มิถุนายน 2489 นักดนตรีนักร้องกรม โฆษณาการ (ชื่อเก่าของกรมประชาสัมพันธ์) ยก วงไปตั้งที่สวนเต่า (สวนศิวาลัย) ในพระบรม มหาราชวัง ติดต่อกับพระที่นั่งบรมพิมานอันเป็นที่ ประทับของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันท มหิดลขณะนั้น นอกจากจะบรรเลงขับร้องเพลงที่ ครูเอื้อและครูแก้ว อัจฉริยกุล แต่งไว้บ้าง วันนั้นก็ ได้บรรเลงเพลงพระราชนิพนธ์ด้วย พระบาท สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบันทรง แซ็กโซโฟน จนแม้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อานันทมหิดลจะเสด็จขึ้นแล้ว สมเด็จพระอนุชาก็ ยังประทับทรงดนตรีต่อไปอีกนานจนดึก พอเช้า วันรุ่งขึ้นก็ต้องตกใจและเศร้าโศกกันทุกคนเมื่อ ทราบข่าวพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลทรงสวรรคต

วงดนตรีกรมโฆษณาการได้นำเพลงพระราชนิพนธ์ ไปเผยแพร่ โดยขับร้องและบรรเลงประกอบการ ลีลาศ ซึ่งนิยมกันมากในยุคนั้นแทบจะทุกวันศุกร์ วันเสาร์จะมีงานเต้นรำที่สวนอัมพร เป็นงานราตรี สโมสรชั้นสูงที่สตรีจะแต่งชุดราตรียาว และสุภาพ บุรุษจะแต่งชุดราตรีเสื้ออกแข็งกรงเกงดำถึงทัก ซิโดกันเลยทีเดียว เพราะคนไทยชอบเต้นรำจังหวะ วอลท์ซกันมาก ด้วยจังหวะนี้เต้นง่าย เพลงสาย ฝนจังหวะวอลท์ซจึงติดหูคนไทยมากที่สุด จนจำ ผิดกันทั่วไปว่าเพลงสายฝนคือเพลงพระราชนิพนธ์ เพลงแรกของท่าน แม้พระองค์จะเสด็จกลับไป ทรงศึกษาต่อที่สวิตเซอร์แลนด์แล้ว เพลงพระราช นิพนธ์สี่เพลงนี้ก็ยังดังอยู่บนฟลอร์เต้นรำไม่ขาด สักสัปดาห์เดียว เราเริ่มคุ้นกับเพลงบลูส์เสียง แปร่งจนหายแปร่ง กลายเป็นไพเราะติดหู เป็น อมตะมาแต่ตอนนั้น เพราะฟังไม่เคยจืดไม่เคยเบื่อ เลยมาจนกระทั่งทุกวันนี้ จัดได้ว่าพระเจ้าอยู่หัว ทรงเป็นครูคนไทยทั้งชาติ ให้เรียนรู้และชื่นชม กับเพลงประเภทบลูส์ จนเกิดความชื่นชมกันไปทั่ว

คุณคีติ คีตากร เล่าว่าเมื่อใดพระ ราชทานเพลงใหม่เป็นทำนองลงมาก็จะต้องรับ หน้าที่แยกเสียงตระเตรียมการบรรเลงทั้งวงให้มี เสียงประสาน แรกก็กลัวว่าจะทำได้ไม่สมพระราช ประสงค์ แต่การปรากฏว่าพระเจ้าอยู่หัวไม่เคย กริ้วหรือไม่พอพระทัยในการแยกเสียงประสาน เพลงเหล่านั้นเลย คุณคีติ คีตากร (บิลลี่) บอกว่า เลยหายกลัวท่านไปในที่สุด คุณชวลี ช่วงวิทย์ ให้สัมภาษณ์ที่ ศูนย์สังคีตศิลป์ว่า “ หัวหน้า (หมายถึงครูเอื้อ) ร้อง เพลงใกล้รุ่ง คุณเพ็ญศรีร้องเพลงสายฝน คุณวินัย ร้องเพลงชะตาชีวิต แล้วชวลีก็ร้องเพลงยามเย็น เพลงของท่านร้องยากมากค่ะ นอกจากจะมีครึ่ง เสียงที่เราไม่คุ้นแล้ว ยังต้องอาศัยเสียงสูงมาก เป็นพิเศษอีกด้วย ใหม่ๆก็ร้องเพี้ยนกันบ่อยๆ ” ครูสริ ยงยุทธ เล่ามาทางโทรศัพท์ ว่า “ ผมนี่แหละเป็นคนซ้อมนักร้องทุกคน ต้องนั่ง ประจำที่เปียอาโนทุกวัน เล่นคลอให้นักร้อง ยุด แรกๆ มัณฑนา เพ็ญศรี ชวลี วินัย สี่คนนี้ไม่ เป็นปัญหา เพราะเขาฝึกเสียงกันมาดีแล้วทุกคน หัดไม่ยาก แต่มารุ่นหลังๆยากมากเพราะไม่แม่น เสียง เวลาร้องออกอากาศ เอื้อต้องสีไวโอลิน ประคองไว้เป็นประจำ เพลงพระราชนิพนธ์นี้ดี มาก วัดความสามารถนักร้องได้ดี ” คุณเพ็ญศรี พุ่มชูศรี เล่าว่า “ ตอน แรกร้องเพลงสายฝน จังหวะวอลท์ซก่อน คนก็ ชอบเราจึงได้ไปอัดแผ่นเสียงกันที่บ้านคุณพระ สุจริตสุดา ถนนพระรามที่ 5 ต่อมาเปลี่ยนเป็นสาย ฝนจังหวะสวิง คีติ คีตากรแยกเสียงประสานใหม่ ดีมาก คนยิ่งชอบขึ้นกว่าเก่า เวลาออกลีลาศถ้า เพลงสายฝนจังหวะสวิงขึ้นเพลงบรรเลงเมื่อไร คนออกเต้นรำกันเต็มฟลอร์เลยทีเดียว ต้อง บรรเลงวนไปเวียนมาไม่รู้กี่เที่ยว คนนิยมกันมาก ”

คุณ ประไพ รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ เจ้าของและผู้ จัดการบริษัทแผ่นเสียงนำไทย ถนนสี่พระยา บางรัก (เลิกกิจการไปแล้ว) เล่าว่า “ ปีพ.ศ. 2490 ท่านจักรพันธ์ เพ็ญศิริฯเสด็จมาที่บริษัทกับ หม่อมวิภา แจ้งว่าจะให้นำไทยบันทึกเสียงเพลง พระราชนิพนธ์ ดีใจมากค่ะ ตอนนั้นก็ไม่คุ้นกับ เพลงของท่าน ทำออกมาทีแรกสองแผ่น ขายดี เป็นที่สุดก็เพลงสายฝน จังหวะวอลท์ซ คุณ เพ็ญ ศรีเธอร้อง ” เรื่องแผ่นเสียงเพลงพระราชนิพนธ์อัด เสียงครั้งแรกกับนำไทยนี้ ใช้แผ่นเสียงตราสุนัข หน้าสีขาวพิเศษ ตัวหนังสือสีทอง คุณภาพแผ่นดีเยี่ยม

ครูแก้ว อัจฉริยะกุล เล่าให้ผู้เขียน ฟังว่าเพลงพระราชนิพนธ์ค่อยทยอยออกมายิ่ง มากยิ่งเห็นชัดว่าทรงมีพระปรีชาสามารถสูงส่งยิ่ง นัก จากสี่เพลงที่อัดแผ่นชุดแรก ยังมีเพลงดวงใจ กับความรัก เพลงเทวาพาคู่ฝัน ติดตามมาในปี 2490 และเพลงคำหวาน ในปี 2493 จนเกรงว่าต่อ ไปหากจะแต่งเพลงถวายท่านก็เกรงว่าจะไม่ดี เพราะความรู้ของท่านมาก ความกลัวผิดก็เกิดขึ้น เราเรียนกันเองในเมืองไทยส่วนท่านเรียกมา จากนอก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จ พระราชดำเนินกลับมายังประเทศไทย มี งานอภิเษกสมรสจัดเลี้ยงที่สนามหญ้าในบริเวณวังสระปทุม

คุณ มัณฑนา โมรากุล เล่า ว่า “ ก่อนงานสักระยะหนึ่ง มีเพลงพระราชนิพนธ์ ออกมาใหม่ เช่น อาทิตย์อับแสง , แสงเทียน , ดวงใจกับความรัก ชวลีได้ร้องอาทิตย์อับแสง หัวหน้า(ครูเอื้อ)ร้องเพลงแสงเทียน ส่วนดิฉันได้ ร้องเพลงดวงใจกับความรัก งานฉลองอภิเษก สมรสมีเต้นรำ ก็เลยได้ร้องเพลงดวงใจกับความ รัก หน้าพระที่นั่ง คืนนั้นได้เห็นสมเด็จฯ ทรง ลีลาศกับพระประยูรญาติ แต่ในหลวงนั้นประทับ ทรงแซ็กโซโฟนไม่เสด็จไปไหนเลยจนงานเลิก คืนนั้นร้องจนสุดกำลังของเราเพราะว่าชอบเพลง แนวนี้ จังหวะแบบนี้อยู่เป็นทุนแล้ว ร้องจบแล้ว สมเด็จกรมพระยาชัยนาทฯ(สมัยนั้นท่านยังเป็น กรมพระเท่านั้น)ยังดำเนินมาที่หลังเต็นท์ที่พวก เรานั่งพักกันอยู่ รับสั่งคุยด้วยเพราะทรงคุ้นเคย ก็ คุณพ่อของดิฉันเข้ามหาวิทยาลัยพร้อมกับท่าน เมื่อสมัยต้องคดีกบฏไงเล่าคะ...(คุณมัณฑนา หมายความว่าคุณหลวงบิดาของท่านต้องคดี พร้อมกับสมเด็จกรมพระยาชัยนาทฯ ถูกส่งไปอยู่ บางขวางด้วยกัน) ท่านรับส่งถามถึงคุณพ่อดิฉัน หลวงศิริราชทรัพย์ว่าสบายดีอยู่หรือ พ่อเธอดู หมอดูแม่นมาก ฝากความคิดถึงไปด้วย เมื่อกี้ ในหลวงรับสั่งถามแน่ะว่าเธอชื่ออะไร...แค่นี้เราก็ ปลื้มแทบจะตายแล้ว...ดิฉันเสียดายจริงๆเชียว ค่ะ พอร้องเพลงพระราชนิพนธ์ได้แค่สองเพลงอัด แผ่นเสียง มีดวงใจกับความรัก และเทวาพาคู่ฝัน ก็ลาออกจากกรมฯ มาทีหลังเพลงพระราชนิพนธ์ ออกมาอีกแยะ ดิฉันเสียดายมาก ไม่มีโอกาสได้ ร้อง อย่างเพลงลมหนาวนี่บอกตรงๆว่า ชอบ เพลงนี้มาก ชรินทร์ งามเมืองเขาได้รับพระบรม ราชานุญาตให้นำไปใช้ประกอบภาพยนตร์เป็นเพ ลงแบ็คกราวน์ดประกอบภาพป่ามีต้นไม้ใบร่วง ชอบจนต้องไปดูที่โรงหนังเอ็มไพร์ตั้งหลายครั้ง นึกว่าถ้าฉันอยู่กรมฯต่อ ฉันต้องได้ร้องเพลงของ ท่านเพลงนี้อัดแผ่นเสียงแน่ๆ แล้วต่อมาก็ชอบ เพลงดวงใจนิรันดร์มีตอนหนึ่งเจ้าฝรั่งพวกสิธิชน ยุคสุดท้ายนำเพลงดวงใจนิรันดร์ นี้มาร้องออก ทางทีวี ความที่ชอบเพลงนี้นะคะ พอได้ยิน กำลัง ทำอะไรค้างอยู่ก็ต้องวางค้างไว้ แล้วรีบวิ่งมาดูที เดียว ฝรั่งคนที่ร้องนั่นเสียงดี ถูกใจดิฉันจริงๆ... ”

ครูสริ ยงยุทธ เล่าความหลังเรื่องการอัดแผ่น เสียงเพลงพระราชนิพนธ์ว่า “ อัดแผ่นกันตั้งหลาย หนจนจำไม่ได้ มีที่ห้องอัดบ้านพระสุจริตสุดาฯ คุณ ชาญ บุนนาค เป็นโต้โผ แล้วต่อมาคุณชาญ บุนนาค หายไปแผ่นชุดนั้นก็ไม่รู้ไปอยู่ที่ไหน อัด ที่ห้องเฉลิมไทยก็เคย สมัยก่อนใช้ไมโครโฟนตัว เดียวตั้งหน้าวง รับมันหมดทุกเสียง ไม่มีแยกเป็น ชิ้นๆอย่างทุกวันนี้ ทีหลังนี่ซี ตอนท่านกลับมาอยู่ เมืองไทยถาวรแล้ว ก็อัดเสียงที่วิทยุอ.ส.นี่เอง ช่างตอนนั้นดูเหมือนจะชื่อนายเจิมอะไรนี่ แหละ... ” คุณ ชวลี ช่วงวิทย์ เล่าอย่างสนุก ว่า “ เวลาไปอัดเสียงนะค่ะ ห้องนิดเดียว ทุกคน ต้องเข้าไปยัดเยียดกันอยู่ในนั้น นักดนตรีอยู่ข้าง หลัง เราคนร้องดนตรีก็ดังลั่นกลบเสียงเราหมด ไมโครโฟนก็มีอันเดียวรับหมดทุกอย่าง นี่หมาย ถึงห้องอัดสมัยเริ่มแรกนะคะ พอตอนหลังนี่ซีได้ มาอัดที่วิทยุอ.ส.โอ้โฮ! เครื่องทันสมัยห้องใหญ่ โตเย็นสบายไม่ร้อน ตอนนั้นเราเป็นชาววังกัน หลายเดือนทีเดียว มาจากบ้านถึงกรมเซ็นชื่อ แล้วก็นั่งรถเข้าวังซ้อม ทั้งดนตรีทั้งร้องกว่าจะอัด ได้สักเพลงแทบตาย เดี๋ยวเครื่องดีคนร้องผิด เดี๋ยวเราผิด เขาดี ไม่รู้กี่หนจึงจะได้สักแผ่นหนึ่ง ที่แจ๋วมากก็คืออาหารการกินพร้อมสรรพ คุณเลิศ ประสมทรัพย์ ถึงกับบ่นว่าอาหารพระราชทานดี เกินไป แกงไก่นั้นห้องเครื่องทำส่งขึ้นมาไม่มี กระดูกเลย ไม่อร่อยเท่าที่มีเนื้อไก่ติดกระดูก อย่างที่เคยกินมาก่อน...บางวันนะคะอัดเสียงกัน แต่เช้ายันเย็นไม่ได้ความสักเพลง บางวันได้เพลง เดียวก็มี เดี๋ยวดนตรีผิด แก้ใหม่ บางคราวชวลี ร้องเสียดีหยดย้อยเชียว อ้าวดนตรีผิดเสียอีก แล้ว เอาใหม่ พอดนตรีดีได้ที ชวลีก็เสียงแห้ง เสียงแล้ว เพลงของพระเจ้าอยู่หัวท่านเสียงสูงจะ ตาย นี่โชคดีนะคะเสียงของชวลีสูงสุดอยู่ในวงก็ เลยได้ร้องเพลงท่านมากกว่าอีกหลายคนในวง เดียวกัน เพลงของท่านร้องได้ไม่เบื่อ ยิ่งร้องยิ่ง เพราะ...ในยุคนั้น ท่านทำแผ่นเสียงตราสถานี วิทยุอ.ส.เป็นของท่านเอง มีแต่พวกเราที่กรมนี่ แหละค่ะไปร้อง แล้วก็มีคณะนภา หวังในธรรม จากกรมศิลปากรบ้าง แผ่นตราอ.ส.นี้เสียงดีมาก มีเพลงมหาจุฬาลงกรณ์ ซึ่งร้องทั้งคุณเพ็ญศรีและ คุณ นภา ใช้วงดนตรีต่างกัน เพลงพรปีใหม่ร้อง หมู่ เพลงใกล้รุ่งหัวหน้าร้องเพลงเทวาพาคู่ฝัน เพ็ญศรีร้อง เพลงแสงเทียน หัวหน้าร้อง เพลงนี้ นะคะชวลีต้องขอยกย่องว่าไม่มีใครร้องได้ดีเท่า หัวหน้า แต่ท่านไม่เคยจำเนื้อร้องได้เลยค่ะ เวลา จะร้องต้องไปยืนกระแซะข้างหลังคอยกระซิบเนื้อ ร้องให้ทุกทีไป...แล้วก็มีเพลงแก้วตา ขวัญใจ ตอนนี้พูลศรี เจริญพงศ์ มาร้องด้วย ส่วนชวลีนะคะ ก็คงร้องยามเย็น ยิ้มสู้ และคำหวาน เพลงหลังสุด นี้อย่าให้พูดเลย เสียงแหลมขึ้นไปโน่น ครึ่งเสียง เต็มไปหมด ร้องหลายครั้งกว่าจะใช้ได้ เสียง แหบแห้งไปเลย... ” ผู้เขียนต้องยอมรับว่า คุณ ชวลี ช่วง วิทย์ หรือพี่ชนอคนนี้เป็นนักร้องคนสำคัญของ งานบันทึกเสียงเพลงพระราชนิพนธ์ เพราะพี่ชน อร้องได้หมดทุกเพลง คอยบอกเนื้อ คอยช่วย ซ้อม และที่สำคัญคือเพลงใดใช้เสียงสูงมากก็จะ มีพี่ชนอคนเดียวเท่านั้นที่ร้องถึง แต่ถ้าเป็นวง สากลกรมศิลปากรแล้ว คุณ นภา หวังในธรรม เธอ ร้องเสียงโชปราโนสบายมาก คุณ เพ็ญศรี พุ่มชูศรี เล่าว่าตอนที่ เพลงพระราชนิพนธ์ออกใหม่ๆ บางคืนต้องแยกวง ไปบรรเลงสองงานหรือสามงาน ใครๆก็ต้องการ ฟังเพลงพระราชนิพนธ์เพราะกำลังทันสมัยมาก นัก ร้องก็ต้องผลัดกันร้อง ดังนั้นนักร้องเพลง ของกรมฯจึงคล่องมากเพราะงานชุกกว่าที่อื่นทั้ง หมด เพลงพระราชนิพนธ์นี้เพราะทุกเพลงค่ะ ท่าน มี “ สไตล์ ” ของท่านชัดแจ๋ว ที่รู้ทันทีว่าลักษณะ อย่างนี้เป็นเพลงพระราชนิพนธ์



นอกจากวงดนตรีกรมโฆษณาการ(ต่อมาเปลี่ยน ชื่อเป็นกรมประชาสัมพันธ์)แล้วยังมีวงดนตรีอื่นๆ ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตนำไปบันทึก เสียงด้วย เช่น วงดนตรีดุริยโยธินของกองทัพ บก ก็มีคุณเฉลา ประสพศาสน์ ร้องเพลงใกล้รุ่ง กับเพลงสายฝน คุณวัฒนา บุณยเกียรติ์ ร้องเพลง ชะตาชีวิต คุณประหยัด ไซศิริ(คนนี้เสียงสูงมาก) ร้องเพลงสายฝน นักร้องเพลงพระราชนิพนธ์ค่ายนี้ กังมีประยงค์ ไซศิริ พวงทิพย์ อัญชัญวัต แผ่น เสียงชุดที่คณะดุริยโยธิน บรรเลงขับร้องนี้มีคุณ เชาวน์ แคล่วคล่อง เป็นผู้แยกเสียงประสานและ บันทึกกับห้างนาย ต.เง็กชวน จึงมีหน้าตราเป็น รูปกระต่าย ซึ่งนาย ต.เง็กชวน มักคุยว่าเหมาะสม ที่สุด เพราะปีกระต่าย(ปีเถาะ)เป็นปีพระราชสมภพ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และที่สำคัญ กว่านั้นก็คือแผ่นตรากระต่ายชุดนี้ยังได้รวมงาน ของกรมโฆษณาการไว้ด้วยหลายเพลง เช่น เพลงดวงใจกับความรักที่คุณมัณฑนา โมรากุล ร้องฯลฯ และทุกแผ่นจะเขียนไว้ว่าสมทบทุนทูน เกล้าทูนกระหม่อมถวายบำรุงโรงพยาบาลอา นันทมหิดล จังหวัดลพบุรี เนื้อแผ่นเสียงและสุ้ม เสียงดีพอสมควร และอัดเสียงก่อนตราวิทยุอ.ส. บริษัทแผ่นเสียงโคลัมเบียโดย ห้างกมลสุโกศล สามยอด ก็ได้บันทึกเสียงเพลง พระราชนิพนธ์เหมือนกันในระยะแรกเริ่ม ส่วนมาก เป็นงานของสุนทราภรณ์ และของกรมศิลปากรที่ บรรเลงด้วยวงดุริยางค์สากล โดยคุณพระเจน ดุริยางค์(ปิติ วาทยะกร) เป็นผู้แยกเสียงประสาน และอำนวยเพลง นักร้องมีคุณนภา หวังในธรรม ยืนพื้นร้องทั้งเนื้อภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ที่ แพร่หลายมากคือเพลง Blue Day, Love Light in My Heart, Tis Sun Down, Dream of Love Dream of You, Falling Rain ฯลฯ และที่บรรเลง ดนตรีล้วนๆ ไม่มีคำร้องก็อีกมาก แต่ชุดที่ร้องเป็น ภาษาอังกฤษยุคนั้น คนไทยส่วนมากไม่คุ้นกับ ภาษาต่างประเทศ จึงร้องกันไม่ค่อยจะได้ ที่เป็น เนื้อร้องภาษาไทยจึงแพร่หลายมากกว่าหลาย เท่า อย่างไรก็ดีต้องยอมรับว่าเพลงพระราชนิพนธ์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวนั้น ฝรั่งร้องได้ไทย ร้องดีไม่ขัดหูเลย เพลงไทยสากลของเราที่ครู เอื้อ ครูแก้ว แต่งเสียอีก ลองไปใส่เนื้ออังกฤษ เข้าไม่เหมาะเท่าของท่านเลย เพราะของท่านมี รสเป็นฝรั่งชัดกว่ามาก ฝรั่งที่นำเพลงของพระองค์ ท่านไปเล่นยังทึ่งเลยว่านี่หรือเพลงคนไทยแต่ง ทั้งยากทั้งซับซ้อน ราวกับนักดนตรีอาชีพแต่งไว้ ทีเดียว จีงไม่น่าแปลกใจว่าเหตุใดพระองค์จึง ทรงเป็นชาวตะวันออกจากทวีปเอเชียคนแรกที่ ได้รับการยกย่องจากสถาบันดนตรีแห่งกรุง เวียนนา ได้ถวายปริญญาบัตรและประกาศเชิดชู พระเกียรติยศอย่างสูงสุด ไม่เคยมีพระมหา กษัตริย์ประเทศใดในโลกนี้ได้รับเกียรติเช่นนี้มา ก่อนทั้งๆที่หลายพระองค์ก็ทรงดนตรี เช่น พระ เจ้านโรดมสีหนุแห่งกัมพูชา ก็ทรงแต่งเพลงไลท์ คลาสสิคบ้าง แต่เมื่อผลงานไม่ถึงขั้น พระนามก็ ไม่ได้รับการยกย่องเหมือนกับในหลวงของเรา ควรที่ประชาชนคนไทจะได้สำนึกและชื่นชมที่ ทรงสร้างเกียรติประวัติในสายงานดนตรีนี้ เป็น การนำชื่อเสียงมาสู่ชาติประเทศด้วยอีกแนวหนึ่ง ซึ่งพระมหากษัตริย์ในโลกนี้ไม่มีเหมือน ที่เล่ามาทั้งหมดนี้เป็นเรื่องเพลง พระราชนิพนธ์สมัยแรกเริ่ม ตั้งแต่ปี 2489 จนถึง ประมาณปี 2500 คือ 10 ปีแรก อันที่จริงยังมีราย ละอียดต่อมาอีกจนถึงยุคของคณะชื่นชุมนุม ศิลปินชุดสุเทพ วงศ์กำแหง , ชรินทร์นันทนาคร ( นาสกุลใหม่พระราชทาน) , สวลี ผกาพันธุ์ , จินต นา สุขสถิตย์ และคุณสุพรรณิกา เป็นต้น ตลอด จนงานบันทึกแผ่นเสียงลองเพลย์ชุดโนห์ราที่ใช้ สำหรับระบำปลายเท้า และงานของชาวต่าง ประเทศที่บันทึกเสียงทูนเกล้าถวายก็มีอีกเป็น จำนวนไม่น้อย เรื่องเพลงพระราชนิพนธ์นี้ยังเขียน ต่อไปอีกได้ยืดยาวทีเดียว



บทความนี้ขอพระราชทานน้อมเกล้าน้อมกระหม่อม ถวายเป็นราชสักการะ ในวาระดิถีอันสำคัญครั้งนี้ ชาวไทยทุกคนมีความภูมิใจในพระอัจฉริยภาพ ทางดนตรียิ่งนัก ผู้เขียนมีความเห็นว่าน่าจะได้มี การประกวดร้องเพลงพระราชนิพนธ์กันบ้าง เพื่อ เด็กรุ่นใหม่จะได้ลิ้มรสกับความงามของเพลงพระ ราชนิพนธ์ทั้งหลายให้ลึกขึ้นยิ่งขึ้น หาไม่ก็จะไม่รู้ ว่าเรามีสมบัติล้ำค่าอยู่อีกจำนวนหนึ่ง และสมบัติ นั้นเป็นของพระราชทานจากองค์พระประมุขของ ชาติ ที่วัยรุ่นทุกคนควรจะพึงพอใจและยึดถือเป็น แบบฉบับที่งดงามต่อไปได้

ที่มา: นายแพทย์ พูนพิศ อมาตยกุล คัดลอกจากบทความ หนังสือ HI-FI STEREO ปี ที่ 19 ฉบับที่ 125/2541
ขอขอบคุณ: เวปบ้านน้าเพลงไทย (http://baannapleangthai.com/37/37-14.htm)




เพลงพระราชนิพนธ์ที่ถูกบันทึกเสียงลงบนแผ่นเสียงตรากระต่ายที่เก่าแก่ที่สุด







.....แผ่นเสียง "ตรากระต่าย" ซึ่งเป็นปีเกิดของข้าพเจ้า ได้ปฏิสนธิออกสู่ตลาดเมืองไทยมาได้ ๒๕ ปี ลำดับงวดที่ ๕๒ เลข ๒ จำนวนนี้ เราจะนับกันไปอีกกี่ร้อยรอบหรือกี่พันงวดก็ไม่พบกันได้ บังเอิญมาบรรจบพบเป็นเลข ๕ คู่หนึ่ง เลข ๒ อีกคู่หนึ่ง ประจวบด้วยการอัดเสียงงวดใหม่หลังสงครามเป็นครั้งที่ ๙ กับได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้นำเพลงพระราชนิพนธ์เพลงสายฝน - ยามเย็น - ชตาชีวิต - ใกล้รุ่ง - ดวงใจกับความรัก - แสงเทียน ของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ ๙ อัดลงในแผ่นเสียงออกจำหน่าย ปันผลกำไรส่งไปบำรุง โรงพยาบาลอานันทมหิดล จังหวัดลพบุรี เพื่ออุทิศส่วนกุศลวายแด่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ เลข ๙ อีกคู่หนึ่งซึ่งดูช่างงามตาน่าพิศวงบังเอิญมาตรงกันอย่างไม่นึกไม่ฝันเลข ๙ คู่หลังนี้ ถึงจะมีเงินนับล้านก็หาซื้อไม่ได้ นับว่าเป็นนิมิตรมงคลประดุจสายฝนซึ่งหลั่งไหลจากสวรรค์ชั้นฟ้าลงมาชูชุบอุปถัมภ์ชีวิตจิตใจชุ่มชื่น.....

คัดลอกจากหน้าเวปหลัก: "ประวัติความเป็นมาของจานเสียงตรากระต่าย นาย ต. เง็ก ชวน"
(http://www.t-h-a-i-l-a-n-d.org/talkingmachine/rabbit.html)