ถ้าดวงวิญญาณของ นายบุศย์มหินทร์ ยังอยู่บนสรวงสวรรค์
ขอให้ดวงวิญญาณท่านได้รับรู้ไว้ด้วยว่า
วันนี้...ปี พ.ศ. ๒๕๔๖
ลูกหลานไทยและชาวต่างชาติกลุ่มเล็กๆ กลุ่มหนึ่ง
ที่ศรัทธาในสิ่งที่ท่านได้กระทำไว้แก่แผ่นดินเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๔๒
กำลังร่วมกันนำเรื่องราวอันทรงคุณค่าดังกล่าว
กลับมาเผยแพร่ให้คนไทยและคนทั้งโลกได้ร่วมรับรู้และภาคภูมิใจ

...แม้นว่าสิ่งที่ท่านได้กระทำลงไป ณ.วันนั้น
คือความผิดหวัง ความล้มเหลวมากที่สุดในชีวิตของท่าน
ทว่า...ในห้วงเวลาเดียวกันแต่ต่างมิติ
ท่านคือผู้สร้างประวัติศาสตร์การอัดเสียงนอกสยาม
เป็น "คนแรก" และเป็น "ครั้งแรก" ของประเทศไทย

ข้าพเจ้าในฐานะผู้อุทิศตนเพื่องานอนุรักษ์สื่อทางด้านเสียงของประเทศไทย
ขอร่วมไว้อาลัย "นายบุศย์มหินทร์" ผู้สร้างตำนานการอัดเสียงแห่งสยามตลอดไป
(พฤฒิพล ประชุมผล)





ภาพ นายบุศย์มหินทร์ จากหนังสือ นาฏกรรมชาวสยาม โดย เอนก นาวิกมูล
(The picture of Mr. Boosra Mahin from Siamese Dramatists by Anake Nawigamune.)

"กระบอกเสียงนายบุศย์
ความบังเอิญที่เกิดเป็นตำนาน"


เมื่อเราพูดถึงคำว่า "ที่สุดในประเทศไทย" เชื่อได้เลยว่าหลายคนต้องตั้งคำถามและติดตามถึงที่มาที่ไป…และถ้าเราพูดว่า ความบังเอิญที่เกิดขึ้นเป็นตำนานนี้คือ "เรื่องราวการบันทึกเสียงที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศไทย ล่ะ!" มันน่าจะตื่นเต้นและชวนติดตามขนาดไหน?
ละครไทยคณะแรกที่เดินทางไปบันทึกเสียงนอกประเทศนั่นคือ คณะของนายบุศย์มหินทร์ แน่นอนหลายท่านคงเคยผ่านหูชื่อนี้มาแล้ว เพราะมีหลักฐานอ้างอิงอย่างพร้อมมูลทั้งในเมืองไทยและที่เยอรมันนี แต่จะมีใครเชื่อหรือไม่ว่า นายบุศย์มหินทร์ไม่เคยมีความคิดที่จะนำละครไทยไปแสดงในยุโรปเลย ถ้าไม่มี...!!!
...งานแสดงสินค้านานาชาติ ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ในปี พ.ศ. ๒๔๔๓ ขณะนั้นพระยาสุริยานุวัตร อุปทูตไทยประจำประเทศฝรั่งเศส เสนอความคิดให้ส่งมโหรีไปงานแสดงสินค้านานาชาติดังกล่าว ก็เพียงเพื่อชักชวนฝรั่งที่มาเที่ยวงานเข้ามาซื้อตั๋วเพื่อดื่มกาแฟภายในพลับพลาชั่วคราว ให้ได้อย่างน้อยวันละ ๒๕๐ คนเท่านั้นเอง! (ไม่ได้มีจุดมุ่งหมายหลักเพื่อนำศิลปะวัฒนธรรมการแสดงละครของสยามไปเผยแพร่ยังทวีปยุโรปแต่อย่างใด) ซึ่งตรงนี้ท่านสามารถอ่านได้จาก จดหมายเหตุรายงานการประชุมกรรมการ เรื่อง จัดของส่งการพิพิธภัณฑ์กรุงปารีส คฤสตศักราช ๑๙๐๐ ครั้งที่ ๑๔ วันที่ ๑ กุมภาพันธ์ ร.ศ. ๑๑๗ (พ.ศ. ๒๔๔๑) โดยได้กล่าวถึงเรื่องมโหรีไว้ดังนี้...
"มโหรี" เรื่องมโหรีนั้นเห็นว่า น่ากลัวคนที่ไปจะเสียคน จึ่งหาตัวยากใม่มีใครรับจัด บางคนว่าเลือกจ้างคนที่เป็นมาเลี้ยงไว้แลส่งไปคงจะหาได้แต่ก็ใม่มีใครขันอาษาเพราะเป็นการยากฤาใม่อยากหนักอกแม่ใม่มีใครบังคับ ที่ว่าใม่ควรส่งเลยก็มี บ้างก็ว่าเกรงฝรั่งจะหนวกหูเลยใม่มากินเลี้ยง บ้างว่าส่งลครยายปลื้มไปดีกว่า บ้างก็ว่าถ้าใม่มีการเล่นเกรงจะขายอาหารแลกาแฟได้ใม่ดี บ้างคิดให้ส่งแคนวง เจ้าฟ้ากรมขุนนริศราใม่ทรงเห็นด้วยโดยเสียราชการทางนี้เป็นคนแตรวงสำคัญทั้งนั้น แลเกรงจะขาดทุนใม่เชื่อว่าจะมีผลอย่างพระยาสุริยากล่าว พูดกันวกวนอยู่ช้านาน ในที่สุดตกลงให้บอกพระยาสุริยาว่า เราใม่สามารถจะจัดมโหรีหญิงไปได้ แลแม้จะส่งแคนวงผู้ชายก็เกรงจะขาดทุน ให้จัดเป็นที่เลี้ยงอาหารตามความคิด ทั้งที่มุขก็จัดเลี้ยงกาแฟด้วย ถ้าเห็นคนจะใม่ติด ก็ให้คิดหาฝรั่งดนตรีมาเล่น ถ้าสมควรจะส่งโน๊ตเพลงไทยออกไป และเกณฑ์ให้แต่งตัวเป็นไทยก็จะดีกว่าส่งคนออกไป ถ้าจัดใม่ได้ แลถ้าใม่มีมโหรีแล้วการเลี้ยงจะใม่คุ้มทุนจะกลับจัดเป็นป่าไม้และการเภาะปลูก ก็ขอให้บอกมาจะได้คิดต่อไป (กรมหมื่นนราธิปฯ เลขานุการ เป็นผู้จดหมายเหตุ)









...ถ้าผู้เขียนสามารถย้อนกลับไปมีชีวิตอยู่เมื่อ ๑๐๕ ปีที่แล้ว คงมีคำถามในใจว่า...สงสัยครานี้ มโหรีแห่งสยามประเทศคงหมดหวังที่จะไปอวดศิลปะยังประเทศยุโรปแล้วฤา...
ถัดมาอีก ๓ วัน คือวันที่ ๔ กุมภาพันธ์ ได้มีการระบุเกี่ยวกับเรื่องมโหรีในจดหมายเหตุข้อ ๔ ว่า
ข้อที่ให้ส่งหญิงมโหรีออกไปนั้น ใม่ควรส่งถึงแม้แต่ชายเป่าแคนวง จะส่งแต่โน๊ดเพลงไทยออกไป ให้จัดฝรั่งแต่งเป็นไทยเล่นดนตรี ภอเป็นเครื่องชักแขกให้ไปสู่ที่เลี้ยงมากๆ ควรมิควรสุดแล้วแต่จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ขอเดชะ ข้าพระพุทธเจ้า สมเด็จกรมพระยาภาณุพันธ์วงษา ตำแหน่งนายก



...ซึ่งก็ไม่น่าเชื่อว่าผลการประชุมของกรรมการมีความคิดจะให้ "ฝรั่งแต่งเป็นไทยเล่นดนตรี" เพียงเพื่อ "เป็นเครื่องชักแขกให้ไปสู่ที่เลี้ยงมากๆ" เท่านั้น... เท่านั้นจริงๆ !...
เมื่อคณะกรรมการเลิกล้มความตั้งใจที่จะจัดส่งมโหรีไปงานแสดงสินค้านานาชาติ ณ กรุงปารีส ในปี พ.ศ. ๒๔๔๓ เพียงเพราะกลัวขาดทุน ประวัติศาสตร์การบันทึกเสียงลงกระบอกเสียงที่เก่าแก่ที่สุดของไทยก็ไม่น่าจะเกิดขึ้น... แต่เหมือนกับฟ้าลิขิต... หลังจากข่าวการล้มเลิกส่งมโหรีไปต่างแดนเผยแพร่ออกไป ในช่วงเวลาเดียวกันนั้นเองอีกฝากหนึ่งของสยามที่มิใช่ตึกราชสำนัก นายบุศย์ บุตรชายคนหนึ่งของเจ้าพระยามหินทรศักดิ์ธำรง (เพ็ง เพ็ญกุล) ก็ได้ตัดสินใจครั้งสำคัญนั่นคือการเปิดตัวโรงละครใหม่อย่างใหญ่โตมโหฬาร ตามหลักฐานที่ปรากฏในหนังสือพิมพ์บางกอกสมัย วันที่ ๒๐ เมษายน ร.ศ. ๑๑๗ (พ.ศ. ๒๔๔๑) โดยได้ประกาศข่าวอย่างครึกโครมดังนี้

(บน ซ้าย) ภาพเจ้าพระยามหินทรศักดิ์ธำรง
(บน ขวา) ภาพเจ้าพระยามหินทรศักดิ์ธำรงพร้อมบุตรชาย หนึ่งในนั้นคือ นายบุศย์

"ละคร บุตร มหินทร"
แจ้งความมายังท่านทั้งหลายทราบทั่วกันว่า โรงลครบุตรมหินทรที่ปลูกสร้างขึ้นใหม่ ตั้งอยู่ในที่ของท่านเลื่อน "ฤทธิ" ซึ่งมีตลาดใหม่อยู่ใกล้เคียง แลหนทางรถม้าไปมาได้โดยสดวก คือด้านใต้เปนทางน่าโรงลครออกถนนสามเพงตรงกันข้ามกับวัดจักรวัติราชาวาศ ด้านเหนือเปนทางหลังออกถนนเยาวราช ด้านตวันตกได้ถนนจักรวัติ ด้านตวันออกได้ถนนราชวาษ ทั้งนี้เปนที่ประชุมชนมาก จึงขอเชื้อเชิญท่านทั้งหลายให้ทราบกำหนดวันที่ลครบุตรมหินทร จะเล่นลครวิกตามที่เคยเปนมานั้น คือวันพุฒที่ ๑๙ เมษายน ร.ศ. ๑๑๗ ตรงกับวันพุฒขึ้น ๑๐ ค่าเดือน ๖ ปี ๑๒๖๑ เปนวันต้นแรกเริ่มเล่นและต่อไปตามสมควร


กรุณาคลิกที่ข่าวข้างบนเพื่อดูแบบเต็มหน้า


(บน ซ้าย) โรงละคร"ไซอะมีศเทียเตอ"
(บน ขวา)โรงละคร "ปรินซ์เทียเตอ"


(บน)ข่าวเปลี่ยนชื่อโรงละคร"ไซอะมีศเทียเตอ" เป็น "ปรินซ์เทียเตอ"
สำเนาจาก สยามไสมย

...แสดงว่านายบุศย์ ทุ่มทุนสุดตัวและอาจแถมพกด้วยการกู้หนี้ยืมสินมาสร้างโรงละครแห่งใหม่... และจุดนี้เองคือจุดพลิกผันของละครฉากหนึ่งในชีวิตจริงของคนที่ชื่อว่า นายบุศย์ แล้วโฆษณาสร้างโรงละครใหม่ของนายบุศย์ข้างต้นนั้นเกี่ยวข้องอะไรกันกับการเดินทางของคณะละครนายบุศย์มหินทร ในปี พ.ศ. ๒๔๔๓ บังเอิญเหลือเกิน! ถ้าผู้เขียนคาดการณ์ไม่ผิด โรงละครใหม่ที่นายบุศย์สร้างขึ้นนี้ส่งผลให้นายบุศย์มีปัญหาทางด้านการเงิน กลายเป็นคนมีหนี้สินล้นพ้นตัว หมดปัญญาหาเงินมาไถ่ถอนและปลดหนี้ ขณะเดียวกันนายบุศย์ได้ทราบข่าวว่าทางการสยามเคยมีความตั้งใจนำมโหรีไปแสดงยังกรุงปารีส แต่ถูกล้มเลิกเพราะกลัวขาดทุน... ตรงนี้เองนายบุศย์กลับมองว่าน่าจะเป็นโอกาสและหนทางในการหาเงินก้อนโตเพื่อนำมาปลดหนี้ที่ตนเองก่อไว้ เพราะนายบุศย์เองก็เป็นถึงเจ้าของคณะละครใหญ่มีหญิงละครและนักดนตรีในบริษัทมากมาย ทั้งยังดำรงตำแหน่งเป็นถึงเจ้าหมื่นในนามเจ้าหมื่นไวยวรนารถ การจะขอพระราชทานอนุญาตล้นเกล้ารัชกาลที่ ๕ จึงไม่น่าเป็นเรื่องยุ่งยากมากนัก แม้ว่าจะมีบริษัทคู่แข่งของพระยาเพชรชฎา ในนามมงคลบริษัท ต้องการที่จะไปแสดงยังยุโรปเช่นกันก็ตาม...
ผู้เขียนอยากขอนำสำเนาจดหมายซึ่งเป็นลายมือจริงๆ ของเจ้าหมื่นไวยวรนารถ (นายบุศย์มหินทร) เขียน ณ วันที่ ๑๗ กุมภาพันธ์ ร.ศ. ๑๑๘ (พ.ศ. ๒๔๔๒) กราบบังคมทูลล้นเกล้ารัชกาลที่ ๕ โดยขอให้อ่านย่อหน้าเกือบสุดท้ายที่ว่า
"ข้าพุทธเจ้า ขอพระราชทานกราบถวายบังคมลาพาลครออกไปให้ทันกำหนดเล่นที่กรุงรัสเซีย ปารีศ แลประเทศอื่นที่เห็นว่าจะมีประโยชน์ เพื่อจะได้เปลื้องทุกขร้อนหมดหนี้สินตามโอกาศอันดีนี้สักคราวหนึ่ง ดังความพิศดารที่ได้กราบบังคมทูลพระกรุณามาแต่ก่อนนั้นแล้ว
การที่กราบถวายบังคมลาต้องห่างไกลใต้ฝ่าลอองธุลีพระบาทมิได้อยู่สนองพระเดชพระคุณไปนาน ประมาณสักปีหนึ่งนั้น เปนที่สลดใจแห่งข้าพระพุทธเจ้าอย่างยิ่ง แต่เปนการจนด้วยเกล้าฯ เข้าตาจนจริงๆ จำต้องทนทุกข์ทรมานรับการลำบากถึงเพียงนี้ ก็เพราะความจนเท่านั้น ขอพระบารมีปกเกล้าฯ เปนที่พึ่ง
ควรมิควรแล้วแต่จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ขอเดชะ
(ลงชื่อ ข้าพระพุทธเจ้า เจ้าหมื่นไวยวรนารถ)















...ถ้าบังเอิญนายบุศย์ไม่สร้างโรงละครใหม่และไม่มีหนี้สินล้นพ้นตัวเช่นนั้นแล้ว ท่านคิดว่านายบุศย์จะพาคณะละครของตนเองไปแสดงยังยุโรปหรือไม่?...
หลังจากจดหมายนายบุศย์ขึ้นไปถึงล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ ๕ แล้ว ก็ได้มีพระราชโองการที่สำคัญมากที่สุดและถือเป็นจุดเปลี่นแปลงชีวิตของเจ้าหมื่นไวยวรนารถอย่างสิ้นเชิงนั่นคือ พระราชโองการโปรดเกล้าโดยมีใจความสรุปดังนี้ ถ้าจะนำคณะละครไปแสดงก็ต้องถอดยศ หรือ ลาออกจากการเป็นเจ้าหมื่นเสียก่อนจะไปทั้งตำแหน่งไม่ได้ต้องไปในฐานะนายบุศย์ ประชาชนคนธรรมดาคนหนึ่งเท่านั้นเอง ดังจะได้เห็นจากลายมือผู้รับสนองพระบรมราชโองการซึ่งเป็นสำเนาจริงเขียนไว้วันที่ ๑๙ กุมภาพันธ์ ร.ศ. ๑๑๘ (พ.ศ. ๒๔๔๒)





นอกจากนี้หนังสือพิมพ์บางกอกสมัยฉบับวันที่ ๙ กุมภาพันธ์ ร.ศ. ๑๑๘ (พ.ศ. ๒๔๔๒) ก็ได้ตีพิมพ์ข่าวเกี่ยวกับคณะละครของนายบุศย์มหินทรว่าน่าจะมีโอกาสได้ไปแสดงละครยังกรุงปารีสไว้ดังนี้

บริษัทลคร

มงคลบริษัท บุศมหินทรบริษัท ซึ่งกล่าวกันว่าจะไปเมืองปารีซตามความมุ่งหมายจนมีข่าวปรากฏในจดหมายเหตุและยังไม่ตกลงแน่ว่า บริษัทใหนจะได้อนุญาตนั้น ได้ทราบข่าวลือกันว่า คราวนี้และลครบริษัท บุศมหินทร์จะได้ไป เจ้ามื่นไวยวรนารถจะเปนผู้ได้รับอนุญาตจากรัฐบาลโดยเปนการพิเศษในการเอกซบิเช่นกรุงปารีซ


กรุณาคลิกที่ข่าวข้างบนเพื่อดูแบบเต็มหน้า

นอกจากนี้หนังสือพิมพ์บางกอกสมัย วันที่ ๒๕ เดือนกันยายน ร.ศ. ๑๑๘ (พ.ศ. ๒๔๔๒) ยังได้ตอกย้ำข่าวให้คนสยามได้รู้ว่านายบุศย์มหินทรและคณะได้ไปแสดงยังยุโรปอย่างแน่นอน โดยมีข้อความซึ่งอยู่ในหมวดข่าวเบ็ดเตล็ดดังนี้
บริษัทลครบุศมหินทร์ ซึ่งมีผู้เหมาเพื่อจะได้ออกไปเล่นในการเอกซบิเช่น ณ กรุงปารีศ ในคฤตศักราช ๑๙๐๐ นั้น เมื่อวันที่ ๒๔ เดือนนี้รัฐบาลสยามได้รับเงินแสนบาดเพื่อจะได้จัดการออกไปนั้น

กรุณาคลิกที่ข่าวข้างบนเพื่อดูแบบเต็มหน้า

...ที่สุดแล้ว! ระหว่างการนำคณะละครไปยังกรุงปารีสเพื่อปลดหนี้กับการถูกปลดออกจากตำแหน่งเจ้าหมื่น... นายบุศย์เลือกทางเดินให้กับชีวิตตนเองอย่างไร?... ผู้เขียนขอให้อ่านจากแจ้งความกรมราชเลขานุการ จากราชกิจจานุเลกษา เล่มที่ ๑๗ หน้า ๑๕๖ วันที่ ๙ กรกฎาคม ร.ศ. ๑๑๙ (พ.ศ. ๒๔๔๓) ซึ่งมีใจความดังต่อไปนี้
แจ้งความกรมราชเลขานุการ

ด้วยเจ้าหมื่นไวยวรนารถ (บุศ) ได้กราบถวายบังคมลาออกจากตำแหน่งราชการ ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาต ให้เจ้าหมื่นไวยวรนารถออกจากตำแหน่งหัวหมื่นมหาดเล็ก แต่วันที่ ๑ มิถุนายน รัตนโกสินทรศก ๑๑๙
(ลงพระนาม) สมมตอมรพันธุ ราชเลขานุการ



...นายบุศย์ ตัดสินใจแล้ว นับจากวันที่ ๙ กรกฎาคม ร.ศ. ๑๑๙ (พ.ศ. ๒๔๔๓) เขาคือนายบุศย์ เจ้าของคณะละครคนธรรมดาๆ คนหนึ่ง ที่พ่วงท้ายด้วยหนี้สินท่วมท้นพ้นตัว ไม่มียศเจ้าหมื่นอย่างที่เคยอีกต่อไป...
แต่ในประวัติศาสตร์ไร้ค่าของนายบุศย์หน้านั้นกลับสร้างความบังเอิญอันยิ่งใหญ่ให้กลายเป็นประวัติศาสตร์ที่มีคุณค่าอย่างยิ่งให้กับวงการดนตรีไทย ผู้ที่อนุรักษ์สื่อทางด้านเสียงของไทย และคนไทยทุกคน
เพราะแม้นว่านายบุศย์ ตั้งใจเดินทางไปฝรั่งเศสเพื่อไปแสดงมโหรี และดนตรีไทยในงานแสดงสินค้านานาชาติ ณ กรุงปารีส พ.ศ.๒๔๔๓ เพื่อเก็บเงินใช้หนี้ แต่ก็ไม่มีชาวฝรั่งเศสคนใดเลยให้ความสนใจดนตรีไทยถึงขั้นบันทึกเสียงลงกระบอกเสียงเก็บไว้ กระทั่งคณะละครของนายบุศย์มีโอกาสไปเล่นดนตรีไทย ณ สวนสัตว์แห่งหนึ่งในกรุงเบอร์ลิน และก็เป็นความบังเอิญอย่างเหลือเชื่อ ที่มีอาจารย์เอกทางดนตรีชาวเยอรมันชื่อ Carl Stumpf ลงมืออัดเสียงการบรรเลงเพลงสยามของคณะนายบุศย์ลงกระบอกเสียงชนิดไขผึ้งของเอดิสัน เพื่อศึกษาในเรื่อง "Sonic System and Music of the Siamese" และนี่คือต้นกำเนิดประวัติศาสตร์ชิ้นสำคัญที่สุดของประเทศไทยว่าด้วยเรื่องการบันทึกเสียงที่เก่าแก่ทองสยาม ซึ่งยังมีหลักฐานอยู่จนถึงทุกวันนี้
โดยกระบอกเสียงดังกล่าวถูกเก็บรักษาอย่างดียิ่งภายใน "PHONOGRAMM-ARCHIV DES PSYCHOLOG. INSTITUTS DER UNIVERSITAT BERLIN" ซึ่งพวกเราชาวไทยทุกคน ควรภาคภูมิใจว่ากระบอกเสียงทั้งหมดที่บันทึกเพลงไทยเดิม อาทิ เพลงคำหอม ทยอยเขมร และสรรเสริญพระบารมี บรรเลงโดยคณะนายบุศย์มหินทร์นั้น ถูกกำหนดให้เป็นรหัสกระบอกหมายเลข 1 ในระบบการจัดเก็บและอนุรักษ์สื่อทางด้านเสียงของประเทศเยอรมันนี...


...แล้วนายบุศย์และคณะมีความเป็นอยู่อย่างไร สุขสบายหรือตกระกำลำบากขณะแสดงอยู่ในยุโรป...
คณะลครนายบุศย์มหินทร ที่เดินทางไปแสดงยังยุโรปประกอบด้วยสมาชิกทั้งสิ้น ๓๕ คน เป็นผู้หญิงถึง ๒๓ คน ที่มีผู้หญิงมากเป็นเพราะต้องแสดงเป็นตัวนาง ตัวละคร และนางรำ ส่วนผู้ชายมีเพียง ๑๒ คนมีหน้าที่คือเล่นดนตรีไทย เครื่องดนตรีประกอบด้วย ระนาด ปี่ ขลุ่ย แคน กลอง ฉิ่ง ฉาบ และอื่นๆ และนี่คือข่าวจาก หนังสือพิมพ์บางกอกไตมส์ฉบับวันพฤหัสที่ ๑๑ ตุลาคม ๒๔๔๓ ได้ลงข่าวเกี่ยวกับการแสดงของ คณะลครนายบุศย์มหินทร ที่เวียนนา และกรุงเบอร์ลิน เยอรมันนี ไว้ดังนี้

"ลครบุศมหินทร์"

ลครบุศมหินทร์ซึ่งได้ไป ณ ประเทศยูโหรป หาได้ไป ณ กรุงเซนปีเตอรเบิกอย่างที่กำหนดเมื่อเวลาได้ออกจากกรุงเทพฯ ไม่ ต่อเดือนพฤศจิกายนจึงจะได้ไป ณ กรุงรัศเซีย เมื่อเวลาเรือเมลออกจากประเทศยูโหรปนั้น ลครบุศมหินทร์กำลังเล่นอยู่ในกรุงเบอร์ลีน และจะเล่นถึงห้าอาทิตย์หนึ่ง ก่อนที่จะได้ไป ณะ กรุงเบอร์ลีน ได้เล่นที่กรุงวีเอนนา ชาวยูโหรปได้ภากันมาดูแลชมเปนอันมาก ข่างว่าจะมีกำไร..."

อีกฉบับเป็นของวันจันทร์ที่ ๑๗ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๔๓

"ลครบุศมหินทร์"

เราได้ทราบจากท่านผู้หนึ่งที่ให้ภรรยาออกไปเล่นลครกับเจ้าหมื่นไววรนารถที่ประเทศยูโหรปนั้น เขาได้รับหนังสือจากภรรยาเขา มีมาทางไปรสนีจากเมืองเบอร์ลีนแสดงความกันดานอย่างเหลือทน ที่เขาได้มีความลำบากอยู่ในบริษัทลครครั้งนี้ที่สุด แลแสดงว่า ทุกๆ คนในหมู่ลครนั้นไม่มีความสบายเลยสักคนเดียวเพราะความคับแคบต่างๆ ในระหว่างที่เที่ยวเล่นลครนั้น..."



...เมื่อเดินทางกลับถึงสยาม นายบุศย์ มีกำไรติดไม้ติดมือพอจะไถ่หนี้สินตามที่ปรารถนาไว้หรือไม่?…
เชื่อหรือไม่ว่า... คณะละครนายบุศย์มหินทร ถูกส่งกลับเนื่องจากการแสดงขาดทุนอย่างยับเยิน ไม่มีแม้ค่าเดินทางกลับบ้างก็ว่าหญิงละครบางคนต้องนำชุดละครออกขายฝรั่งเพื่อเป็นค่าเดินทางกลับสยาม บ้างก็ว่าได้รับความช่วยเหลือจากราชฑูตในยุโรป ทั้งนายบุศย์เองเมื่อกลับมาถึงยังโดนหญิงละครภายในคณะฟ้องร้องเรื่องค่าแรงตามสัญญาอีกด้วย
คณะละครนายบุศย์มหินทรกลับถึงสยามราวๆ กลางปี พ.ศ. ๒๔๔๔ โดยอ้างถึงหลักฐานจากหนังสือพิมพ์บางกอกไตมส์ฉบับวันที่ ๒๕ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๔๔ ว่า
"ตั้งแต่กลับมาจากประเทศยูโหรบแล้ว บัดนี้เจ้าหมื่นไวยวรนารถได้ป่วยไป เข้าใจว่าเป็นเพราะเปลี่ยนอากาศ ร่างกายกระทบความร้อนในกรุงเทพฯ เข้า แต่ก็หวังว่าโรคที่ป่วยนั้น ไม่ช้าคงจะหายดีอย่างเดิม"


เรื่องการฟ้องร้อง ปรากฏอยู่อย่างมากมาย ในข่าวหนังสือพิมพ์บางกอกไตมส์ เช่น ข่าวในบางกอกไตมส์วันที่ ๓ กันยายน พิมพ์ไว้ว่า
"พวกลครฟ้องบริษัทหลายท่าน"...นักแสดงหลายคนที่ไปแสดงยังยุโรปแต่ไม่ได้รับค่าจ้างเริ่มไม่พอใจและฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายต่อนายบุศย์
ข่าวในบางกอกไตมส์วันที่ ๑๓ กันยายน จั่วหัวข่าว "คดีน่าสงสาร" เนื้อในพิมพ์ไว้ว่า "น่าสงสารแม่ลครแท้ๆ ที่ลำบากยากเหนื่อยไปประเทศยูโหรป ก็ยังต้องเปนความอีกด้วย กว่าจะได้เงินค่าจ้างก็แสนลำบาก.....น่าเวทนาจริงหนอ"
ข่าวในบางกอกไตมส์วันที่ ๑๐ ตุลาคม กล่าวสั่นๆ ไว้ว่า "เรื่องลครฟ้องร้องบริษัทหุ้นส่วนลครที่ไปแสดงในงานพิพิธภัณฑ์กรุงปารีสปีที่แล้ว จะมีการพิจารณาคดีกันที่ศาลแพ่งในวันที่ ๑๔ เดือนนี้ มีมหาชนตั้งใจจะไปฟังคดีกันเป็นอันมาก"
ข่าวในบางกอกไตมส์วันที่ ๑๕ ตุลาคม รายงานว่า "ถึงเวลาไต่สวน โจทก์และจำเลยซึ่งมีฝ่ายละหลายๆ คนก็ได้มาพร้อมกัน ฝ่ายจำเลยนั้นล้วนแต่เป็นพระยา ทนายจำเลยชื่อมิสเตอร์เตเลกี ทนายโจทก์ชื่อขุนรักษา เมื่อสืบพยานกันไปแล้วทนายก็ได้ชี้แจงศาลต่อไปอย่างพิสดารน่าฟัง...เกือบเปนเทศมหาชาติกันชูชกติดตะลก"
ข่าวในบางกอกไตมส์วันที่ ๒๒ ตุลาคม ลงว่า "เด็ก ๘ ขวบ ชื่อหนอม เป็นนักแสดงที่อายุน้อยสุดที่ไปกับคณะลครนายบุศย์มหินทร ฟ้องเรียกค่าจ้างตามสัญญาที่เคยบอกไว้ว่าจะให้วันละ ๘ บาท ขณะนี้ยังไม่ได้ ศาลตัดสินให้บริษัทนายบุศย์จ่ายค่าแรงดังกล่าววันละ ๓ บาท แต่ฝ่ายจำเลยก็ยังขออุทธรณ์อยู่"

...๑๖ ธ.ค. ๒๔๔๔ นายบุศย์ หมดทุกข์ หมดเคราะห์...ผู้สร้างประวัติศาสตร์ จากไปแล้ว!...
ห่างจากข่าวการฟ้องเพียง ๒ เดือน...นายบุศย์ ผู้สร้างประวัติศาสตร์ ก็ไม่จำเป็นต้องแบกรับเคราะห์กรรมอีกต่อไปแล้ว นายบุศย์ไปสบายแล้ว... เหลือไว้เพียงชื่อที่อยู่ในใจชาวละคร นักดนตรีไทย และนักอนุรักษ์งานด้านเสียงตลอดไป หนังสือพิมพ์บางกอกไตมส์ ฉบับวันพุธที่ ๑๘ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๔๔ ลงข่าว (ครั้งสุดท้าย) เกี่ยวกับ นายบุศย์มหินทร์ไว้ดังนี้
ข่าวถึงแก่กรรม

ทุกๆ ท่านบรรดาที่เปนญาติแลมิตรแก่เจ้าหมื่นไววรนารถ (บุศร) แล้วเปนที่เสียใจเศร้าโศรกน่าสังเวดที่ทราบว่าเมื่อวันจันทรที่ ๑๖ ธันวาคมเวลาบ่าย เจ้าหมื่นไววรนารถอาบน้ำเพื่อจะไปธุระ ในทันใดนั้นเปนลมล้มลงในห้องน้ำขาดใจตายในทันที พวกพ้องและภรรยาได้แก้ไขก็หาฟื้นไม่ เมื่อวันที่ ๑๗ ธันวาคมได้มีการรดน้ำอาบศพเข้าหีบตามราชการ เมื่อมีเหตุอันร้ายแรง เกิดขึ้นสำคัญแก่เจ้าหมื่นไวยวรนารถถึงแก่ชีวิตโดยเร็วเช่นนั้นก็เปนที่เศร้าโศกแห่งญาติ แลมิศหายบุตรภรรยาเหลือเกิน ด้วยท่านผู้ตายหรือก็มีความผาศุขอ้วนพี มิได้เปนโรคอย่างใดอย่างหนึ่งเลย เมื่อเปนเช่นนั้นแล้ว ก็กระทำให้เสียใจแก่ทุกๆ ท่านๆ ผู้นี้ได้ราชการมาในกรมมหาดเล็กก็ช้านาน ทั้งเปนผู้ขับรถพระที่นั่งของพระบาทสมเด็จพระจ้าวอยู่หัวด้วย เมื่อกำลังทำราชการอยู่นั้นก็มิได้มีความผิดอันใดในน่าที่ราชการเลย"


...เมื่อเรามาอยู่ตรงนี้วันนี้... ถ้าวันนั้น...บังเอิญไม่มีงานแสดงสินค้านานาชาติ ณ กรุงปารีส สยามจะมีความคิดส่งมโหรีไปยุโรปหรือไม่? ถ้าบังเอิญเจ้าหมื่นไวยวรนารถ ไม่มีหนี้สินล้นพ้นตัวเนื่องจากสร้างโรงละครแห่งใหม่เขาจะพาตนเองและคณะไปแสดงยังยุโรปหรือไม่? ถ้าบังเอิญคณะละครนายบุศย์มหินทร์ไม่ได้เดินทางไปเยอรมันนี เขาจะมีโอกาสพบกับ Dr. Carl Stumpf เพื่ออัดเสียงลงกระบอกไขผึ้งหรือไม่? ถ้าบังเอิญเยอรมันนีไม่เห็นความสำคัญของดนตรีไทย กระบอกเสียงที่บันทึกการบรรเลงของนายบุศย์มหินทร์จะยังคงเก็บอยู่ถึงทุกวันนี้หรือไม่? ... แต่สิ่งหนึ่งที่ผู้เขียนไม่อยากให้เกิดเป็นความบังเอิญขึ้นอีกนับจากวันนี้ก็คือ เราควรจะร่วมกันจัดงานเชิดชูเกียรติประวัติและระลึกถึง "นายบุศย์ ผู้สร้างตำนานกระบอกเสียงแห่งสยาม" ทุกวันที่ ๑๖ ธันวาคม ของทุกปี... เห็นด้วยกับผมหรือไม่ครับ?

สุดท้ายนี้ผู้เขียนขอขอบคุณ หอจดหมายเหตุแห่งชาติ ห้องไมโครฟิล์มหอสมุดแห่งชาติ, อาจารย์ เอนก นาวิกมูล ผู้ที่ทำให้นายบุศย์ไม่เคยถูกลืมไปจากโลก, อาจารย์ อานันท์ นาคคง ผู้ที่ใฝ่ฝันอยากแบกระนาดล่องเรือตามรอยนายบุศย์, คุณจันทกาญจน์ คล้อยสาย ผู้ค้นคว้าข้อมูลจากไมโครฟิล์มและอินเตอรเน็ต และ Many many Thanks to: Dr. Rainer E. Lotz from Bonn, Germany and Maria Jenner fromVienna, Austria and Jean-Paul Agnard from Quebec, Canada รวมถึงอีกหลายท่านในอนาคตที่กำลังทำให้เรื่องราวของนายบุศย์กลับมามีชีวิตอีกครั้ง
(หมายเหตุ : ตัวสะกดต่างๆ ที่อยู่ในจดหมายเหตุและเนื้อข่าวจากหนังสือพิมพ์บางกอกสมัย ผู้เขียนคัดลอกตามต้นฉบับจริง ดังนั้นการสะกดคำบางคำอาจแตกต่างจากปัจจุบัน มิได้เกิดจากการพิมพ์หรือเรียงพิมพ์ผิดแต่อย่างใด)






This page courtesy of Music Journal.





CELEBRATION 103 YEARS OF SIAMESE SONGS THAT RECORDED ON THE WAX CYLINDERS.
THE BERLIN PHONOGRAMM-ARCHIV (1900-2000).
MEMORY OF THE WORLD (www.unesco.org).
SOUNDBAG No. 69 (www.floraberlin.de).
PAGE OF ANAKE NAWIKAMUNE, Bangkok, Thailand.
PAGE OF ANANT NARKKONG, Bangkok, Thailand.
PAGE OF MARIA JENNER, Vienna, Austria.
PAGE OF Dr. RAINER E. LOTZ, Bonn, Germany.
PAGE OF Dr. JEAN-PAUL AGNARD, Quebec, Canada.
PAGE OF PLUETHIPOL PRACHUMPHOL, Bangkok, Thailand.
DON'T MISS TO WATCH VDO. CLIPS!...HOW TO RECORD ON THE WAX CYLINDER?.
LISTEN "KHAM-HOM" FROM AN EDISON WAX CYLINDER.
HOW TO PROTECT THE WAX CYLINDERS FROM MOLD?
THE BEGINNING OF THE WAX CYLINDER.
PROJECT: 2W (Making the White Wax cylinder)
SPECIAL PAGE: H.R.H. PRINCESS MAHA CHAKRI SIRINDHORN's speech on an Edison wax cylinder.