|
|
|
|
|
ปริศนาธงช้างชูงวง...
(ภาพบน) ที่มา: http://www.crwflags.com/fotw/images/t/th-siam1.jpg
(ภาพบน) ที่มา: http://photos.linternaute.com/asp/document/document.asp?f_id_document=16029
(ภาพธงช้างชูงวงข้างบน สืบค้นโดยคุณสุทธิพงษ์ พื้นแสน ซึ่งคุณสุทธิพงษ์ พื้นแสน ได้ค้นพบข้อมูลของ Ivan Sache, 1 Oct 2002 และต่อเนื่องกับ Ian Sumner, เมื่อวันที่ 4 Oct 2002 พร้อมกับแปลให้ได้อ่านกันดังนี้...)
There are more than 15 flags displayed in the Church of St. Louis des Invalides (Paris). You can see a picture of the display. (Click on the picture to get a larger one). You may notice a red flag with a white elephant, most probably a flag of the Kingdom of Dahomey.
Ivan Sache, 1 Oct 2002
(แปล) มีธงมากกว่า 15 ผืนที่จัดแสดงอยู่ที่โบสถ์เซนต์หลุยส์ ในแองวาลิด (ปารีส) คุณสามารถดูรูปที่จัดแสดงได้ คุณจะเห็นธงช้างพื้นแดงเกลี้ยง ซึ่งน่าจะเป็นไปได้มากว่าเป็นธงของราชอาณาจักรดาโฮเมย์
อิวาน ซาช, 1 ตุลาคม 2545
The flag is Thai, captured in a war between France and Siam (as it was then) in 1893. The sheet is red, 214cm x 326cm, the elephant is beige with the detail marked on the animal in brown ink or paint. I don't have any info. on what the flag was used for, but it is described as a 'pavillon' rather than a 'drapeau'. I'm sending a scan of the flag showing its appearance after restoration in the 1990s, taken from Revue de la Socie'te' des Amis du Muse'e de l'Arme'e, No.116 (1998) p.87.
Ian Sumner, 4 Oct 2002
(แปล) ธงนี้คือธงไทยซึ่งฝรั่งเศสยึดได้ในสงครามระหว่างฝรั่งเศสกับสยามในปี พ.ศ. 2436 (หมายเหตุ: กรณีปากน้ำ ร.ศ. 112 มีการรบตามแนวชายฝั่งแม่น้ำโขงด้วย) ธงนี้กว้าง 214 ซ.ม. ยาว 326 ซ.ม. รูปช้างกลางธงเป็นสีเบจและมีการเพิ่มรายละเอียดด้วยการใช้สีหรือหมึกสีน้ำตาล ผมไม่มีข้อมูลว่าธงนี้มีการใช้เมื่อไร แต่ธงนี้มีลักษณะเป็น ปาวิยอง มากกว่าเป็น ดราโป (หมายเหตุ : 'pavillon' และ 'drapeau' เป็นคำฝรั่งเศส แปลว่าธงทั้งสองคำ แต่น่าจะเป็นธงคนละอย่าง ซึ่งผมเองรู้ไม่ค่อยละเอียดนัก) ผมได้ส่งรูปสแกนของธงนี้ซึ่งแสดงถึงสภาพธงหลังจากผ่านกระบวนการการอนุรักษ์ในช่วงทศวรรษที่ 1990 รูปนี้ได้มาจาก Revue de la Socie'te' des Amis du Muse'e de l'Arme'e เล่มที่ 116 พ.ศ. 2542 หน้า 87
เอียน ซัมเนอร์, 4 ตุลาคม 2547
ที่มา: http://www.crwflags.com/fotw/flags/th1855.html
จากบทความ
ค้นปารีส หาความจริง เมื่อ "ธงช้าง" ร.๕
เสด็จประพาสยุโรป กลายเป็นเรื่อง "กลับตาลปัตร"
เรื่องจาก: นิตยสาร ศิลปวัฒนธรรม ฉบับเดือนกันยายน ๒๕๔๘ ปีที่ ๒๖ ฉบับที่ ๑๑ หน้า ๑๐๐
เรื่องโดย: ไกรฤกษ์ นานา
ชื่อบทความ: ค้นปารีส หาความจริง เมื่อ "ธงช้าง" ร.๕ เสด็จประพาสยุโรป กลายเป็นเรื่อง "กลับตาลปัตร"
ระหว่างการเสด็จพระราชดำเนินเยือนทวีปยุโรปในกลางเดือนเมษายน พ.ศ. ๒๔๔๐ มีจดหมายฉบับหนึ่งส่งตามออกไปจากกรุงเทพฯ จ่าหน้าถึงพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เขียนโดยที่ปรึกษาราชการชาวเบลเยียมผู้หนึ่ง ซึ่งในเวลาต่อมาได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นเจ้าพระยาอภัยราชา (ม.โรแลง แชเกอแมง) มีสาระสะกิดใจตอนหนึ่งในท้ายจดหมายว่า
"ข้าพระพุทธเจ้าขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตทูลเตือนให้ทรงทราบว่า ถึงแม้ทุกสิ่งทุกอย่างดูเหมือนจะเข้าทางเรา กล่าวคือความสำเร็จดูใกล้จะเป็นความจริงตามความมุ่งหมายของการเสด็จก็ตาม แต่กระนั้นก็ขอให้ทรงเผื่อพระทัยไว้หน่อยหนึ่งว่าสถานการณ์ยังพลิกผันได้อีก และความไม่แน่นอนยังเป็นสิ่งที่แน่นอนในเวลานี้ ขออย่าได้วางพระทัยนัก"(๕)
เรื่องที่ผิดคาดซึ่งมีทั้งความสำเร็จและความผิดหวังในการเจรจาทางการเมืองตลอดจนความตื่นตาตื่นใจของการรับเสด็จผ่านเข้ามาให้เห็นเป็นระยะๆ ดังที่เจ้าพระยาอภัยราชาเตือนไว้ พิธีรับเสด็จครั้งหนึ่งในปารีส พลิกความคาดหมายของพระราชอาคันตุกะจากสยามอย่างถล่มทลาย กล่าวคือผลการแทรกแซงของพระเจ้าซาร์แห่งรัสเซียทำให้ประธานาธิบดีฝรั่งเศสเปลี่ยนใจและรับเสด็จพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวด้วยความเรียบร้อยและดีเกินคาด ทว่ามันอาจจะเป็นแค่ภาพลวงตาเท่านั้น ดังเช่นเหตุการณ์หนึ่งที่รัชกาลที่ ๕ ทรงประสบด้วยพระองค์เอง ณ โบสถ์เซ็นต์หลุยส์กลางกรุงปารีส เป็นอุทาหรณ์หนึ่งที่แสดงว่ารัฐบาลฝรั่งเศสไม่ได้รับเสด็จด้วยความจริงใจเลย เพราะมีความบาดหมางใจซ่อนอยู่เป็นทุนเดิม และจะได้พบต่อไปข้างหน้า
ชาวฝรั่งเศสดูเหมือนจะคุ้นเคยกับธงชาติของประเทศต่างๆ จากการที่เคยติดต่อกับชาวต่างชาติมาช้านาน ทำให้มีหลักฐานเก่าๆ ที่น่าสนใจอยู่เป็นอันมาก ผลพวงนี้ชี้เบาะแสที่เราไม่ทราบมาก่อนว่า "ธงชาติ" เป็นสัญลักษณ์หนึ่งที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรง "ให้ความสำคัญ" มาตั้งแต่แรกเสวยราชย์ หลักฐานชิ้นหนึ่งพบอยู่ในหนังสือพิมพ์ฝรั่งเศส อายุ ๑๓๕ ปี ยืนยันเรื่องนี้ได้เป็นอย่างดี เห็นได้จากข่าวที่ลงในวันที่ ๑๑ มิถุนายน ๑๘๗๐ (พ.ศ. ๒๔๑๓) แสดงภาพในงานฉลองบรมราชาภิเษกครั้งแรก ในรัชกาลที่ ๕ ก็ยังเน้นให้เห็นปะรำพิธีที่ตกแต่งด้วยธงช้างโดยรอบเป็นจำนวนมาก (ดูภาพประกอบ) ภาพประวัติศาสตร์ดังกล่าวบ่งบอกความสำคัญของธงช้างที่จะมีต่อไปจนตลอดรัชกาลนี้(๘)
"ธงช้าง" ของสยามได้รับการเผยแพร่ในต่างประเทศมากที่สุดในวิกฤตการณ์ทางการเมืองระหว่างสยามกับฝรั่งเศส ที่เรียกเหตุการณ์ ร.ศ. ๑๑๒ เวลานั้นรัฐบาลฝรั่งเศสขู่ว่าจะส่งเรือรบเข้ามาจากไซ่ง่อนเพื่อบีบบังคับให้สยามรับเงื่อนไขของฝรั่งเศสเกี่ยวกับดินแดนล้านช้างบนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง (ปัจจุบันคือ สปป.ลาว) ซึ่งฝรั่งเศสอ้างว่าเป็นเขตแดนซึ่งอยู่ในครอบครองของญวนแต่เดิม เมื่อญวนตกเป็นเมืองขึ้นของฝรั่งเศส ฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงก็ควรจะตกเป็นของฝรั่งเศสด้วย ฝ่ายไทยไม่ยอมจึงเกิดการสู้รบกันขึ้น เริ่มที่เมืองคำม่วน ต่อมาในวันที่ ๑๖ กรกฎาคม ๒๔๓๖ เรือรบฝรั่งเศส ๒ ลำ ก็บุกเข้ามาถึงปากน้ำเจ้าพระยาจริงๆ จึงเกิดการยิงปะทะกัน และบานปลายเป็นข้อพิพาทใหญ่โตในที่สุด "ธงช้าง" ซึ่งเป็นธงประจำชาติสยามได้ถูกนำออกสู่สายตาชาวฝรั่งเศสอีกครั้งหนึ่ง เป็นการบอกสัญญาณว่า ฝรั่งเศสกำลังต่อสู้อยู่กับประเทศสยาม ในเหตุการณ์นั้นฝ่ายสยามถูกปรักปรำให้เป็นฝ่ายพ่ายแพ้ และต้องชดใช้ค่าปฏิกรรมสงครามเป็นจำนวนเงินมหาศาลถึง ๓ ล้านฟรังก์(๑)
หลังจากนั้นเพียง ๔ ปี ธงช้างก็เดินทางไปถึงฝรั่งเศสพร้อมๆ กับประมุขของสยาม แต่ในอีกสถานภาพหนึ่ง คือสถานะของมิตรหรือความพยายามที่จะเป็นมิตรก็ตามแต่ ระหว่างการเสด็จประพาสฝรั่งเศสครั้งแรกในรัชกาลที่ ๕ คราวนี้ธงช้างปลิวไสวไปทั่วทุกหนแห่งที่พระเจ้าอยู่หัวเสด็จไปถึง
ภาพลักษณ์ของสยามประเทศในการเสด็จประพาสยุโรปนั้นคงไม่มีสิ่งใดสะดุดตาไปกว่าธงช้าง ภาพของช้างเผือกบนผืนผ้าสีแดงสด มีความโดดเด่นอยู่ในตัว สร้างความสนใจให้ชาวยุโรปไม่น้อย จึงเป็นเอกลักษณ์พิเศษควบคู่ไปกับพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ตลอดทางรัฐบาลต่างประเทศต่างตระเตรียมตกแต่งสถานที่ต่างๆ ด้วยธงชาติอย่างทั่วถึง และเป็นที่สันนิษฐานว่า "ธงช้าง" จำนวนไม่น้อยถูกผลิตขึ้นเองโดยทางการของประเทศนั้นๆ เห็นได้จากขนาดของธงที่ไม่ได้มาตรฐานในแต่ละประเทศ และรูปร่างของช้างที่ผิดเพี้ยนกันไปอย่างเห็นได้ชัด ความพยายามในการจัดหาธงช้างมาติดตั้งไว้ก็เพื่อสื่อความหมายของรัฐชาติที่เป็นเอกราช เป็นการประดับพระเกียรติยศของประมุขแห่งธงชาตินั้นเป็นประเด็นสำคัญ มากกว่ารายละเอียดปลีกย่อยของรูปในธงนั้น
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระราชปรารภในพระราชหัตถเลขาถึงพระบรมราชินีเรื่องธงช้างจากประเทศอิตาลี ดังนี้
"โฮเตลที่มาอยู่มี ๒ หลัง เขาใช้ธงอิตาเลียนปักหลังหนึ่ง ธงช้างปักอีกหลังหนึ่ง อยู่ตรงเรือจอดทีเดียว" (พระราชหัตถเลขาฯ ๑๔ พฤษภาคม ร.ศ. ๑๑๖, เวนิส)
นอกจากนั้นข้อมูลเกี่ยวกับธงช้างทั้งหมดจะไปปรากฏอยู่ในหนังสือจดหมายเหตุเสด็จประพาสยุโรป บันทึกโดยพระยาศรีสหเทพ (เส็ง วิริยะศิริ) ดังนี้
"ตัวรถไฟข้างหน้ารถที่หน้าหม้อน้ำ จัดทำเป็นรูปตราช้างข้างหนึ่ง กากะบาดขาวข้างหนึ่ง ส่วนรถพระที่นั่งก็มีธงช้าง แลธงของสวิตเซอร์แลนด์ปักคู่กันเป็นระยะ [กรุงเจนีวา]...เหนือถนนมีเชือกเส้นหนึ่งยาวผูกธงพาดข้างบนขวางถนนมีธงช้างใหญ่อยู่กลาง สถานที่ราชการทั้ง ๒ ฟากทางก็ตกแต่งประดับด้วยผ้าสีและธงช้างกับใบไม้ต่างๆ [กรุงเบิร์น]...เจ้าพนักงานได้จัดตกแต่งพลับพลาประดับด้วยธงช้างสยาม แลธงของชาติสวิสไขว้กัน [กรุงเบิร์น]...ที่สเตชั่นตกแต่งผูกธงไขว้ธงช้างกับธงกางเขนของชาติสวิตเซอร์แลนด์ประดับเป็นคู่ๆ ตามหว่างธงมีดอกไม้ใบไม้ประดับงดงาม [บนภูเขายุงเฟรา]...ที่ฮังการี ทางการใช้เต้นท์อย่างกำมะหยี่สีแสดริมขลิบทองเป็นพลับพลาตั้งอยู่ในที่สนามหญ้า มีธงช้างและธงของฮังการีปักหลายคู่ [กรุงบูดาเปสต์]...อนึ่งที่สเตชั่นรถไฟเมืองวอซอร์และเมืองเปโตรคอฟนั้นตกแต่งด้วยใบไม้ดอกไม้ ธงช้างและธงรัสเซียประดับเรียงรายงดงาม ตามทางแต่ละสเตชั่นรถไฟมาถึงพระราชวังปิเตอร์ฮอฟมีพลตระเวนรายทาง บ้านเรือน แลตามสองฟากถนนมีธงช้างและธงสีต่างๆ ตกแต่งตลอด [รัสเซีย]...ที่ป้อมจัดตกแต่งประดับด้วยธงช้างแลธงฝรั่งเศสคละกันแลดูไสว [กรุงปารีส]...บรรดาเรือในอ่าวชักธงต่างๆ มีธงช้างเป็นสำคัญถวายพระเกียรติยศ [ท่าเรือ Le Havre]...ท้องถนนตกแต่งด้วยธงช้างตลอดทางโดยประณีต [กรุงมาดริด]...ที่สเตชั่นเจ้าพนักงานจัดการตกแต่งธงช้างแลใบไม้งดงาม [นครนิวคาสเซิล]...จุดดอกไม้เพลิงถวายทอดพระเนตร ชุดที่งามมากคือรูปช้างเดิน [เมืองแซกโซนี]...ตัวกระโจมผ้าแลตึกที่เป็นสเตชั่นรถไฟ ตกแต่งด้วยธงช้างแลธงตราเมืองแฮมเบิร์ค"(๔)
กล่าวได้ว่าธงช้างซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของสยามประเทศ เป็นภาพพจน์ที่อยู่คู่กับพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวตลอดเวลาในทวีปยุโรป
ทว่าธงช้าง "ผืนหนึ่ง" ที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพบเข้าโดยบังเอิญในกรุงปารีส จะบอกเล่าเรื่องราวที่เราไม่คาดคิดมาก่อน! เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในวันที่ ๑๒ กันยายน ๒๔๔๐ วันนั้นเป็นวันที่เสด็จไปรอบกรุงปารีสเพื่อทอดพระเนตรสถานที่สำคัญต่างๆ เช่น หอไอเฟล พระราชวังแวร์ซายส์ และแองวาลิด (Les Invalides) ซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงพยาบาลทหารสมัยจักรพรรดินโปเลียนที่ ๑ ใช้เป็นที่พักรักษาตัวของทหารฝรั่งเศสที่ชราหรือทุพพลภาพ แล้วยังเป็นพิพิธภัณฑ์ทหารที่จัดแสดงอาวุธโบราณ แต่ที่สำคัญเป็นที่ฝังพระศพของจักรพรรดินโปเลียนที่ ๑ แห่งฝรั่งเศส ซึ่งผู้นำจากต่างประเทศถือเป็นประเพณีที่นำพวงมาลามาวางเพื่อเป็นเกียรติเสมอ
รายละเอียดของการเสด็จไปเยือน "แองวาลิด" ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นเหตุการณ์ที่น่าสนใจมาก เพราะจะเผยโฉมธงช้างเจ้าปัญหาผืนหนึ่งที่กองทัพฝรั่งเศสได้ไว้ในครอบครอง และมิได้มีจุดประสงค์ที่ติดไว้ ณ ที่นั้นเพื่อรับเสด็จรัชกาลที่ ๕ แต่อย่างใด สร้างความประหลาดใจต่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นอย่างยิ่ง ถึงกับออกพระโอษฐ์ถามถึงที่มาของธงนั้น แต่ด้วยเหตุผลบางประการเรื่องราวของธงช้างผืนนั้นกลับไม่ได้รับการเปิดเผยแม้แต่น้อยในบันทึกของฝ่ายไทย และกลายเป็นเรื่องลึกลับที่ไม่มีใครพูดถึงอีกเลยนับแต่นั้น คำบรรยายที่เกี่ยวกับการเสด็จไปเยือนแองวาลิดกระจายอยู่ในจดหมายเหตุ ๓ ฉบับ ที่ใช้สำนวนแตกต่างกัน แต่จะมีฉบับภาษาฝรั่งเศสเท่านั้นที่ระบุถึงเรื่องธงช้างเจ้ากรรมอย่างตรงไปตรงมา เพื่อรักษาข้อมูลทางประวัติศาสตร์ไว้มิให้สูญหายไป ขอนำคำให้การจากทั้ง ๓ สำนวนมาเปรียบเทียบให้พิจารณาดังต่อไปนี้
ในสำนวนแรก พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระราชหัตถเลขาถึงพระบรมราชินีนาถว่า
"ไปโฮเตลอินวาลิด เปนที่ทหารแก่ๆ อยู่ มีที่ฝังศพเอมเปอเรอนโปเลียนโบนาปาตอยู่ด้วย พวกตาแก่ทหารแกงุ่มง่ามเหลือทน จะเดินดูอะไรต้องย่องกึกๆ ฝีตีนเท่ากับแก มีเครื่องอาวุธโบราณมาก แต่ที่ฉันชอบมากนั้น เห็นเกราะพระเจ้ากรุงจีนซึ่ง [ฝรั่งเศส] ไปตีมาได้จากเมืองปักกิ่ง ไม่เหมือนเกราะงิ้ว ทั้งหมวกที่ใส่รูปเปนฝาชีปิดขันน้ำ มีไพทูรย์เม็ดใหญ่และไข่มุกประดับ"(๓)
จากสำนวนแรกนี้เห็นได้ว่าประเด็นเรื่องธงช้างซึ่งพระองค์ก็เสด็จผ่านไปทอดพระเนตรเช่นกัน ถูกตัดออกไปเสียเฉยๆ และเนื่องจากเรื่องนี้ยังไม่มีการสอบสวนมาก่อน ทำให้คนเชื่อว่าธงช้างที่แขวนอยู่ในแองวาลิดเกี่ยวข้องกับการเสด็จประพาสปารีสในรัชกาลที่ ๕ เพราะมันแขวนอยู่ที่นั่น เมื่อรัชกาลที่ ๕ เสด็จไปเยือน โดยไม่มีใครติดใจสงสัยว่าธงช้างมิได้แขวนอยู่โดดๆ เพื่อต้อนรับพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว หากแต่แขวนรวมๆ อยู่กับธงจีนและธงชาติอื่นๆ อีกหลายสิบผืน มันอาจจะมีความหมายมากกว่าธงรับเสด็จทั่วๆ ไปก็ได้
ในสำนวนที่ ๒ ซึ่งให้รายละเอียดมากขึ้นไปอีก รวมถึงพระราชดำรัสที่ถามถึงธงเหล่านั้นด้วยความสนพระทัยก็มีอยู่ด้วยอย่างครบถ้วน พระราชดำรัสตอนนี้สำคัญมาก เพราะมีส่วนทำให้การตรวจสอบเรื่องนี้เกิดขึ้น นักข่าวจากหนังสือพิมพ์ Le Journal illustre คนหนึ่งติดตามขบวนเสด็จไปตามที่ต่างๆ รายงานไว้ว่า
"พระเจ้ากรุงสยามเสด็จมาถึงแองวาลิดตอน ๑๐ โมงเช้า ทรงได้รับการต้อนรับจากนายพลอาร์โน จากนั้นทรงถูกนำเข้าไปยังที่ฝังพระศพนโปเลียนที่ ๑ ข้าราชการฝ่ายสยามติดตามเข้าไปด้วย แต่เฉพาะพระองค์ที่ทรงเข้าไปจนใกล้ที่เก็บพระบรมศพ ทรงยืนสงบนิ่งไว้อาลัย ๑ นาที แล้วจึงเสด็จออกมาจากหอพระศพ ตรัสว่า "ช่างยิ่งใหญ่เหลือเกิน" นายพลอาร์โนนำพระองค์ต่อไปยังโบสถ์เซ็นต์หลุยส์ ซึ่งอยู่ติดกับหอพระศพ ที่นั่นทอดพระเนตรธงชาติต่างๆ ที่แขวนอยู่เหนือผนังขึ้นไป ล้วนเป็นธงชาติที่ฝรั่งเศสยึดมาได้จากพวกศัตรู ทันใดนั้นมีพระราชดำรัสถามว่า "ไปได้ธงจีนกับธงช้างมาจากไหน?" หลังจากนั้นจึงเสด็จเลยไปทอดพระเนตรพิพิธภัณฑ์อาวุธโบราณซึ่งทรงให้ความสนพระทัยเป็นพิเศษ จากนั้นจึงเสด็จออกไปที่ลานหน้าโบสถ์ ณ บริเวณนั้นมีกองดุริยางค์และกองทหารผู้ชราภาพราว ๑๕๐ นาย ถวายความเคารพและบรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมี"(๗)
จากสำนวนที่ ๒ นี้ มีคำยืนยันว่า...รัชกาลที่ ๕ ได้เสด็จไปทอดพระเนตรธงชาติที่ประดับแขวนไว้ภายในโบสถ์เซ็นต์หลุยส์ ซึ่งอยู่ในบริเวณแองวาลิดจริง ในเวลานั้นธงช้างก็แขวนอยู่ใกล้กับธงจีนและอยู่ต่อมาในตำแหน่งเดิมจนบัดนี้ (ดูภาพประกอบ) ทรงให้ความสนพระทัยกับธงเหล่านั้นขนาดที่ตรัสถามว่า "ไปได้มาจากไหน?" คำตอบที่ได้รับไม่ได้บอกไว้ในหนังสือพิมพ์ฉบับนี้ แต่ยังมีข้อมูลในหนังสือพงศาวดารฝรั่งเศสอีกเล่มหนึ่ง เผยความจริงเกี่ยวกับที่มาของธงชาติ ณ ที่แห่งนั้นไว้โดยสังเขปว่า
"ตั้งแต่สมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ เป็นต้นมา กองทัพฝรั่งเศสสามารถนำธงชาติของฝ่ายศัตรูที่พ่ายแพ้ในการสู้รบกับเรากลับมาได้ไม่ต่ำกว่า ๓,๐๐๐ ผืน ธงทั้งหมดถูกนำมาเก็บรักษาไว้ครั้งแรกที่โบสถ์โนเทรอดาม ปารีส จนกระทั่งในปี ค.ศ. ๑๗๙๓ [พ.ศ. ๒๓๓๖] ธงทั้งหมดก็ถูกย้ายมาเก็บไว้ที่แองวาลิดแทน แองวาลิดได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นอนุสาวรีย์แห่งชัยชนะของฝรั่งเศส จึงเหมาะสมที่จะเป็นบ้านหลังใหม่ของอนุสรณ์แห่งชัยชนะเหล่านั้น ธงที่ระลึกจากสงครามถูกนำเข้ามาเพิ่มเติมอีกในยุคนโปเลียนที่ ๑ ต่อมาในปี ค.ศ. ๑๘๒๔ [พ.ศ. ๒๓๖๗] ภายหลังนโปเลียนแพ้ในสงครามวอเตอร์ลูกับอังกฤษ และทัพศัตรู [อังกฤษ] เคลื่อนพลเข้ามาประชิดกรุงปารีส เวลานั้นยังพอมีธงเหลือยู่ถึง ๑,๔๑๗ ผืน ธงทั้งหมดก็ยังแขวนอยู่ภายในโบสถ์เซ็นต์หลุยส์ นายพลเซรูริเยร์ ผู้อำนวยการแองวาลิด เกรงว่าธงแห่งชัยชนะทั้งหลายจะตกไปอยู่ในมือของฝ่ายตรงข้าม จึงมีคำสั่งให้ปลดลงมาเผาทิ้งเสียก่อนที่ลานหน้าโบสถ์ ธงที่เหลืออยู่เป็นอนุสรณ์ในเวลานี้ล้วนเป็นธงชาติที่ได้มาจากการสู้รบในสมัยหลัง กล่าวคือ ภายหลังยุคนโปเลียนที่ ๑ แล้ว ซึ่งก็ยังมีธงมากถึง ๑๐๔ ผืน"(๖)
ถึงตอนนี้จึงพอสันนิษฐานเพิ่มเติมได้อีกว่า ธงชาติที่มีพระราชดำรัสถึง และยังแขวนติดอยู่ในตัวโบสถ์ มีธงจีนเป็นต้น ก็ได้มาจากการสู้รบของกองทัพฝรั่งเศสเมื่อเข้ายึดกรุงปักกิ่งได้สำเร็จ ในปี ค.ศ. ๑๘๖๐ (พ.ศ. ๒๔๐๓) ส่วนธงช้างนั้นอาจจะถูกนำมาจากสยาม ภายหลังการสู้รบในวิกฤตการณ์ ร.ศ. ๑๑๒ (พ.ศ. ๒๔๓๖) จากเมืองคำม่วน หลวงพระบาง หรือจากเมืองใดเมืองหนึ่งบนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง เมื่อทหารไทยจำต้องล่าถอยออกมา
อธิบายภาพ: ธงช้างและธงจีนรวมถึงธงชาติอื่นๆ ที่ฝรั่งเศสยึดมาได้ ณ โบสถ์เซ็นต์หลุยส์ในปัจจุบัน ผืนเดียวกับที่รัชกาลที่ ๕ ทอดพระเนตรในปี ค.ศ. ๑๘๙๗
นอกจากคำอธิบายที่พบแล้ว ยังมีสำนวนที่ ๓ ซึ่งพระยาศรีสหเทพบันทึกไว้อย่างเป็นทางการ ตรงกับสำนวนของฝรั่งเศสเช่นกัน และจะเป็นสำนวนสุดท้ายที่ทำให้เราจำนนต่อเหตุผลแวดล้อมทั้งหมด ท่านเขียนไว้ว่า
"วันที่ ๑๒ กันยายน ร.ศ. ๑๑๖ เวลาเช้า ๔ โมงเสศ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเครื่องครึ่งยศประดับเครื่องราชอิสริยาภรณ์มหาจักรีบรมราชวงษ์ เสด็จฯ จากบ้านที่ประทับมายังอังวะลีดส์ ซึ่งเปนโรงพยาบาลทหารพิการทุพลภาพ แลที่ฝังศพนะโปเลียนที่ ๑...ทรงยืนกุมพระหัตถ์แสดงความเคารพตามสมควรแล้ว เสด็จพระราชดำเนินวัดสังต์ หลุย (St.Louis) ซึ่งเปนวัดต่อหลังที่ฝังศพออกไป ผนังวัดประดับด้วยธงต่างๆ ซึ่งกองทัพฝรั่งเศสมีไชยชะนะแย่งมาได้ในที่รบต่างๆ น่าดู ทรงพระดำเนินต่อไปทางหน้าโบถ"(๔)
จะอย่างไรก็ตามธงช้างที่กรุงปารีสยังนับได้ว่าเป็นสัญลักษณ์หนึ่งของสยามประเทศที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเข้าไปใกล้ชิดด้วยมากที่สุดเรื่องหนึ่ง ถึงแม้มันจะมีความหมายหลายอย่างแฝงอยู่ด้วยก็ตาม อาจเป็นเพราะมันแขวนอยู่ที่นั่น เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จไปถึง แต่แท้ที่จริงมันไม่ได้เกี่ยวข้องกับการรับเสด็จวันนั้นเลย
หลังจากที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จนิวัตจากทวีปยุโรปครั้งนั้นแล้วอีก ๒๐ ปี กล่าวคือใน พ.ศ. ๒๔๖๐ สมัยต้นรัชกาลที่ ๖ ประเทศสยามก็ยกเลิก "ธงช้าง" เป็นธงประจำชาติเป็นการถาวร การเปลี่ยนธงชาติครั้งนี้ จมื่นอมรดรุณารักษ์ (แจ่ม สุนทรเวช) ซึ่งรับราชการใกล้ชิดพระยุคลบาท (พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว) ในขณะนั้น ได้เขียนเรื่องราวเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงลักษณะของธงชาติว่า พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราชดำริจะเปลี่ยน "ธงช้าง" เป็น "ธงแถบสี" เพราะทรงเห็นความลำบากของราษฎรที่ต้องสั่งซื้อธงผ้าพิมพ์รูปช้างเข้ามาจากต่างประเทศ และบางครั้งเมื่อเกิดความสะเพร่าติดธงผิด รูปช้างกลับเอาขาชี้ขึ้นเป็นที่น่าละอาย หากเปลี่ยนเป็นธงแถบสี ราษฎรสามารถทำธงใช้เองได้ และจะช่วยขจัดปัญหาการติดผิดพลาดที่เคยมีมา(๒)
ธงช้างที่ค้นพบในแองวาลิด เป็นธงชาติของสยามสมัยรัชกาลที่ ๕ เพียงผืนเดียวที่พลัดพรากอยู่นอกแผ่นดินไทย เป็นชิ้นส่วนของหลักฐานสำคัญในพงศาวดารรัชกาลที่ ๕ ที่พบว่ายังมีอยู่จริง จนทุกวันนี้ ปัจจุบันถูกทอดทิ้งไว้โดดเดี่ยว ไร้ความหมาย เป็นที่เวทนาต่อผู้พบเห็น
เอกสารประกอบการค้นคว้า
(๑) ไกรฤกษ์ นานา. พระพุทธเจ้าหลวงในโลกตะวันตก. กรุงเทพฯ : มติชน, ๒๕๔๗.
(๒) ฉวีงาม มาเจริญ. ธงไทย. กรมศิลปากร, ๒๕๒๐.
(๓) พระราชหัตถเลขา พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชทานสมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระบรมราชินีนาถ เมื่อเสด็จประพาสยุโรป พ.ศ. ๒๔๔๐ (ร.ศ. ๑๑๖). กรุงเทพฯ : บริษัทอมรินทร์พริ้นติ้งกรุ๊พ จำกัด, ๒๕๓๕.
(๔) ศรีสหเทพ, พระยา (เส็ง วิริยะศิริ). จดหมายเหตุเสด็จประพาสยุโรป ร.ศ. ๑๑๖ เล่ม ๒. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์โสภณพิพรรฒธนากร, ๒๔๔๐.
(๕) Tips, Walter E.J. Gustave Rolin-Jaequemyns and the making of modern Siam : the diaries and letters of King Chulalongkorn"s general adviser. White Lotus co., ltd., 1996.
(๖) Revue Encyclopedique. Paris, 1897.
(๗) หนังสือพิมพ์ Le Journal illustre. Paris, 26 Septembre 1897.
(๘) หนังสือพิมพ์ Le Monde Illustre. Paris, 11 Juine 1870.
ทำไม!!!
ธงช้างจึงชูงวง...
จากหลักฐานภาพถ่ายธงสยามที่เลส์ แองวาลิด
ถึงหลักฐานทางประวัติศาสตร์อื่นๆ
(ข้างบน) ภาพหนังสือพิมพ์ฝรั่งเศส LE PILORI ฉบับวันที่ 19 กันยายน ค.ศ. 1897
หัวข้อข่าว: จากการแทรกแซงของพระเจ้าซาร์ ประธานาธิบดีฝรั่งเศสจึงตกลงยอมถวายการต้อนรับรัชกาลที่ 5 ในกรุงปารีส โดยที่ไม่ค่อยเต็มใจนัก จึงแสรงทำเป็นสนิทสนมถวายจุมพิตเช่นกัน จนหนังสือพิมพ์ฉบับนี้เขียนบรรยายว่า ถ้าเลือกได้ เฟลิกซ์ โฟร์
ขอเป็นซาร์นิโคลาสมากกว่า สำเนาจากหนังสือพระมหากษัตริย์โลกไม่ลืม: 1 (ภาพเล่าเรื่องรัชกาลที่ 5 เสด็จประพาสยุโรป ครั้งแรก พ.ศ. 2440) โดย ไกรฤกษ์ นานา
(ข้างบน) บัตรสะสม บัตรสะสมสุดยอดหายาก ออกในปีพ.ศ. ๒๔๓๒ เป็นภาพอาคารแสดงสินค้านาๆ ชาติของสยามที่มีธงช้างแบบชูงวงอยู่บนอาคาร (Paris Expo) พิมพ์ในอิตาลี.
(ข้างบน) บัตรสะสม บัตรสะสมสุดยอดหายาก ออกในปีพ.ศ. ๒๔๔๓ เป็นภาพวาดงานแสดงสินค้านาๆ ชาติ (Paris Expo 1900) โดยเป็นส่วนของสยามซึ่งมีธงช้างแบบชูงวงปักอยู่บนสะพานระหว่างอาคาร.
(ข้างบน) บัตรบุหรี่สะสมชุดประมุขของโลก พ.ศ. ๒๔๓๒ (สำเนางานสะสมจากหนังสือ รูปยาซิกาแรตไทย โดย เสริม สุนทรานันท์) สังเกตเห็นช้างชูงวงอีกแล้ว.
(ข้างบน) พิธีเปิดกรมไปรษณีย์โทรเลขสมัยรัชกาลที่๕ จะเห็นธงช้างชูงวงประดับประดากับเขาอีกแล้ว!!!
ขอขอบคุณสุทธิพงษ์ พื้นแสน สำหรับการสืบค้นข้อมูลและภาพสีธงช้างชูงวงที่ถูกแขวนโชว์อยู่ ณ.เลส์ แองวาลิด ...
และทำไม ... ธงช้าง สัญลักษณ์แห่งสยามประเทศจึงต้องเป็นแบบ "ธงช้างชูงวง"?
หรือว่า....ได้รับอิทธิพลมาจากช้างทรงสมัยสมเด็จพระนารายณ์ที่ฝรั่งทึกทักวาดเอา!!!
<<< ใครรู้ ช่วยไขข้อข้องใจผมด้วย จักขอบพระคุณเป็นอย่างยิ่ง >>>
เวปไซต์โดย: พิพิธภัณฑ์ธงสยาม (Siam flag museum)
การเข้าชมพิพิธภัณฑ์: เนื่องจากพิพิธภัณฑ์ธงสยาม ไม่ได้เปิดให้เข้าชมทุกวัน ถ้าท่านใดมีความต้องการที่จะเข้าชม โปรดกรุณาโทรศัพท์จองล่วงหน้าที่หมายเลข ๐๒๙๓๙๙๕๕๓ หรือส่งโทรสารแจ้งความจำนงการเข้าชมได้ที่หมายเลข ๐๒๙๓๙๙๕๕๒
สถานที่ตั้งพิพิธภัณฑ์:
พิพิธภัณฑ์ธงสยาม
๑๕ ลาดพร้าว ๔๓
อ.ห้วยขวาง กรุงเทพฯ ๑๐๓๑๐
SIAM FLAG MUSEUM:
15 Lad Phrao 43
Lad Phrao RD.
Huay Kwang
Bangkok 10310
Thailand
Official website: http://www.siamflag.org
E-mail: siamflag@hotmail.com
|