ท่านทราบหรือไม่ว่า...
เพราะเหตุใดจึงใช้ช้างเผือก
เป็นสัญลักษณ์ของธงสยาม?

ท่านทราบหรือไม่ว่า...
ทำไมสยามใช้พื้นธงเป็นสีแดง?

ท่านทราบหรือไม่ว่า...
พระราชบัญญัติธงสยามออกเมื่อไหร่?



อ่านเรื่องราว ประวัติ ความเป็นมา
และชมงานสะสมต่างๆ
อาทิ โปสการ์ดเก่า บัตรสินค้าโบราณ
ผ้ากำมะหยี่ กระดุม เข็มกลัดเก่า ฯลฯ
ที่เกี่ยวเนื่องกับธงสยามหรือธงช้าง!!!

พิเศษ!!!
อย่าลืมชมภาพประวัติศาสตร์

พิธีอัญเชิญธงสยามขึ้นสู่ยอดเสา
ที่สูงที่สุดในประเทศไทย...






รวมภาพประวัติศาสตร์
ครบรอบ ๑๐๑ ปี วันประกาศอิสรภาพจังหวัดตราด
ใต้ร่มช้าง วันตราดรำลึก


หนังสือพิมพ์มติชน คอลัมน์ประชาชื่น หน้า๓๓

URL: http://www.matichon.co.th/matichon/matichon_detail.php?s_tag=01pra03270450&day=2007/04/27§ionid=0131

เรื่องและภาพโดย: คุณยุทธวงษ์ วงษ์ทอง


วันที่ 23 มีนาคมของทุกปี อาจจะเป็นวันธรรมดาๆ วันหนึ่งสำหรับคนทั่วไป แต่ถ้าคุณเดินทางมาที่จังหวัดตราด คุณจะพบว่าบ้านเรือนแต่ละหลังประดับด้วยธงช้างเผือกอันเป็นธงชาติในสมัยโบราณของประเทศไทย ไม่ว่าจะเดินไปที่แห่งไหน ก็จะพบแต่ธงช้างสะบัดปลิวไสวทั่วเมืองตราด เพราะว่าวันที่ 23 มีนาคมสำหรับชาวตราด เป็น "วันตราดรำลึก"

ย้อนไปเมื่อ 104 ปีที่แล้ว แผ่นดินตราดเคยสูญเสียอิสรภาพ ตกอยู่ใต้การปกครองของฝรั่งเศสเป็นเวลา 2 ปี 6 เดือน 7 วัน โดยวันที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2446 ธงช้างถูกลดลงจากยอดเสาเพื่อชักธงชาติฝรั่งเศสขึ้นแทน ตามสัญญาระหว่างรัฐบาลไทยกับฝรั่งเศสเพื่อแลกเปลี่ยนดินแดนจังหวัดจันทบุรีที่อยู่ใต้การปกครองของฝรั่งเศสกับดินแดนจังหวัดตราดและเกาะทั้งหลายภายใต้แหลมสิงห์ ลงไปจนถึงเกาะกูด ตลอดจนเมืองประจันตคีรีเขตต์ (เกาะกง)

หลังจากนั้นคือเมื่อ 101 ปีที่แล้ว พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงดำเนินวิเทโศบายทางการทูตทุกวิถีทาง จนได้เมืองตราดกลับคืนมา เมื่อวันที่ 23 มีนาคม พ.ศ.2449

ฝรั่งเศสทำสัญญาคืนเมืองตราดให้แก่ไทย โดยมีพิธีมอบเมืองตราดอย่างเป็นทางการ กลับคืนมาอยู่ใต้การปกครองของประเทศไทยตามเดิม เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ.2450 ในวันนั้นธงชาติฝรั่งเศสถูกลดลงจากเสา และได้เชิญธงช้างขึ้นโบกสะบัดเหนือผืนแผ่นดินตราดอีกครั้งหนึ่ง

ชาวตราดเล่าสืบต่อกันมาว่า ผู้คนที่อยู่ในพิธีนั้นได้ลงนั่งกับพื้น แล้วหมอบกราบผืนแผ่นดินตราดอย่างตื้นตันใจว่า ในที่สุด ชาวตราดก็ได้กลับมาอยู่ใต้ร่มธงช้าง และเป็นคนไทยมาจนตราบเท่าทุกวันนี้

ชาวตราดจึงถือเอาวันที่ 23 มีนาคมของทุกปี เป็นวันสำคัญ ในการน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 5 ด้วยการจัดงานฉลองอย่างยิ่งใหญ่ ด้วยความร่วมมือร่วมใจจากประชาชน ทุกอำเภอ ทุกภาคส่วนและทุกเพศ ทุกวัย ด้วยความภาคภูมิใจในแผ่นดินไทย และธงช้าง


ติดตามเรื่องและภาพเพิ่มเติมได้จาก:
www.talkingmachine.org/siamflag/trad2550.html
http://www.trat.go.th/trat100/trat_100/trat50.htm




พิพิธภัณฑ์ธงสยามมอบเกียรติบัตรให้แก่
คุณยุทธวงษ์ วงษ์ทอง
สมาชิกพิพิธภัณฑ์ธงสยามที่เดินทางไปร่วมงาน
"๑๐๑ ปี ตราดรำลึก"
พร้อมถ่ายภาพและเรื่องราวลงในหน้าพิเศษนี้




ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ฝรั่งเศสได้ขยายอำนาจมาทางตะวันออกของแหลมอินโดจีน จนได้ครอบครองญวนทั้งประเทศ และเขมรส่วนนอกทั้งหมด และได้ใช้กำลังบีบบังคับไทยเพื่อจะเข้ายึดครองดินแดนของประเทศไทย เกิดเหตุการณ์รบที่ปากแม่น้ำเจ้าพระยา (เหตุ ร.ศ. 112) ไทยจำยอมต้องยกดินแดนเมืองจันทบุรีและฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขงให้ฝรั่งเศส ต่อมาในปี ร.ศ. 122 (ตรงกับวันที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2446 ) รัฐบาลไทยได้ทำสัญญากับรัฐบาลฝรั่งเศส โดยรัฐบาลไทยยอมยกเมืองตราดและเกาะทั้งหลายภายใต้แหลมลิงลงไปถึงเกาะกูด ตลอดจนถึงเมืองประจันตคีรีเขตต์ ( เกาะกง) ให้แก่เมืองฝรั่งเศส และฝ่ายฝรั่งเศสยอมถอนทหารออกจากจังหวัดจันทบุรีโดยกองทหารฝรั่งเศสออกจากจันทบุรีตามสัญญาในวันที่ ๑๒ มกราคม ร.ศ. ๑๒๓ (พ.ศ. ๒๔๔๗) ต่อจากนั้นรัฐบาลไทยได้มีการมอบจังหวัดตราดและเกาะกงให้แก่ฝรั่งเศสเข้าปกครองตั้งแต่วันที่ ๒๒ มกราคม ร.ศ. ๑๒๓ ( พ.ศ. ๒๔๔๗) เป็นต้นมา จนถึง วันที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2449 ฝรั่งเศสจึงทำสัญญาคืนเมืองตราดให้ไทยดังเดิม ทั้งนี้ โดยพระปรีชาสามารถของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ทรงดำเนินวิเทโศบายทางการฑูตทุกวิถีทางจนได้เมืองตราดกลับคืนมา และวันที่ ๖ กรกฎาคม ร.ศ. ๑๒๖ ( พ.ศ. ๒๔๕๐) ฝรั่งเศสจึงทำพิธีมอบเมืองตราดอย่างเป็นทางการ ให้กับประเทศไทยตามเดิม นับว่าจังหวัดตราดต้องสูญเสียอิสรภาพตกอยู่ภายใต้การปกครองของฝรั่งเศสเป็นเวลา ๒ ปี ๖ เดือน ๗ วัน การที่จัดจังหวัดตราดได้กลับคืนมาอยู่ภายใต้การปกครองของประเทศไทยตามเดิมนั้น เราไม่ได้กลับคืนมาเปล่าไทยต้องเสียดินแดนพระตะบองเสียมราฐ และศรีโสภณให้แก่ฝรั่งเศสเพื่อแลกกับจังหวัดตราด การที่เราต้องเสียดินแดนไปจำนวนมากเพื่อแลกเปลี่ยนกับคนไทย นั้น ถือว่าเป็นพระปรีชาสามารถและทรงมีความผูกพันธุ์กับชาวตราด โดยแท้จริง ซึ่งก่อนที่จะเสียเมืองตราดนั้น สมเด็จพระปิยมหาราช ได้เคยเสด็จประพาสและทรงเยี่ยมราษฎรมาแล้วถึง 8 ครั้ง คือครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2416 ต่อมาปี พ.ศ.2419,2425 , 2426 , 2427 , 2430 ,2432,2444 โดยลำดับ ถ้านับรวมครั้งหลังสุด คือหลังจากที่ได้เมืองตราดคืนมา ปี 2450 ก็นับรวมได้ 9 ครั้ง หลักฐานที่ยืนยันข้อความนี้ ปรากฎในพระราชนิพนธ์จดหมายเหตุเสด็จประพาสเมืองจันทบุรี ปี พ.ศ. 2519 และพระราชหัตถเลขาเสด็จประพาสหัวเมืองชายทะเลตะวันออก ปี 2425 ,2426 และปี 2427 ส่วนที่ไม่ได้ปรากฎในราชหัตถเลขา ก็มีหลักฐานจารึกพระปรมาภิไธยย่อ จ.ป.ร. ที่แผ่นหินน้ำตกธารมะยม และน้ำตกธารนนทรีย์ บนเกาะช้าง คือ ปี 2430 ,2432 และ2444
ชาวตราดจึงถือเอาวันที่ 23 มีนาคม ของทุกปี เป็นวันสำคัญในการน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่าน และในปี พ.ศ. 2549 นี้ เป็นวาระครบรอบ 100 ปี ที่สยามประเทศได้ดินแดนเมืองตราดกลับคืนมาดังเดิม สมเด็จพระปิยะมหาราชทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อชาวตราดเป็นล้นพ้น เมื่อทรงทราบว่าเมืองตราดได้กลับคืนมา ขณะนั้นพระองค์อยู่ระหว่างเสด็จประพาสยุโรป เมื่อเสด็จนิวัติสู่ประเทศไทย ได้เสด็จมารับขวัญชาวตราดก่อนเสด็จพระนคร ยังความปลื้มปิติแก่ชาวเมืองตราดและความสงบสุขของบ้านเมืองตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
ที่มา: เวปตราดรำลึก ๑๐๑ ปี (http://www.trat.go.th/trat100/trat_100/trat50.htm)


(บน) เป็นภาพบัตรสะสมที่แสดงการสู้รบกันที่ปากน้ำ (วิกฤติทางการเมืองระหว่างประเทศ ร.ศ. 112) เมื่อวันที่ ๑๓ กรกฏาคม พ.ศ. ๒๔๓๖ สังเกตให้ดีจะเห็นเรือสยาม (มีธงช้าง) คว่ำอยู่และถูกกองกำลังฝรั่งเศสเข้ายึด



การมอบจังหวัดตราดให้กับฝรั่งเศส


การมอบจังหวัดตราดและเกาะกงให้แก่เจ้าหน้าพนักงานฝ่ายฝรั่งเศสนั้น พระยามหาอำมาตย์ได้ออกไปที่จังหวัดตราดโดยเรือรบหลวงมกุฎราชกุมาร ในวันเวลาที่มีการมอบหมายส่งดินแดนให้แก่เจ้าพนักงานฝ่ายฝรั่งเศสนั้นได้กระทำกัน ณ ที่ศาลาว่าการจังหวัดตราด ในวันที่ ๒๒ มกราคม ร.ศ. ๑๒๓ ( พ.ศ. ๒๔๔๗) ต่อหน้าพระยาพิพิธพิสัยสุนทรการ ( สุข บริชญานนท์) ซึ่งเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดตราด และพระจรูญภาระการ (โป๊ะ กูรมะโรหิต) ซึ่งในขณะนั้นเป็นหลวงรามฤทธิรงค์ ตำแหน่งยกระบัตรเมืองตราด พระยามหาอำมาตย์ได้ทำหนังสือสำคัญโดยลงชื่อมอบเรสิดังต์กำปอดผู้เป็นข้าหลวงฝ่ายฝรั่งเศสเสร็จแล้วพระยามหาอำมาตย์ก็พร้อมด้วยข้าราชการประจำเมือง ตราดและเกาะกงบางคน มีพระยาพิพิธพิสัยสุนทรการ พระจรุญภาระการ และนายวาศผู้พิพากษาศาลจังหวัดประจันตคีรีเขตต์ที่ได้ย้ายครอบครัวจากเกาะกง มารอคอยอยู่ที่จังหวัดตราดเวลานั้นก็พากันออกจากจังหวัดตราดโดยเรือรบหลวงมกุฎราชกุมารกลับเข้าสู่กรุงเทพฯ
วิธีการมอบหมายจังหวัดตราดให้แก่ฝรั่งเศสนั้น นอกจากที่พระยามหาอำมาตย์จะได้ลงชื่อในหนังสือในหนังสือสำคัญให้แก่ข้าหลวงฝ่ายฝรั่งเศสโดยเฉพาะแล้ว การปรากฏตามที่พระจรูญภาระการเล่าว่าก่อนที่จะมีการมอบหมายหนังสือสำคัญให้แก่กันแล้วนั้น เสาธงประจำหน้าศาลาว่าการจังหวัดตราดยังชักธงไทย ( คือธงช้างเผือกทรงเครื่อง ยื่นแท่น) อยู่เบื้องบน ส่วนธงฝรั่งเศส(สามสี)ของเขาผูกไว้เบื้องล่างในสายเดียวกัน ( คือสายคู่) เมื่อข้าหลวงฝ่ายไทยได้กล่าวมอบหมายเมืองและหนังสือสำคัญให้แก่ข้าหลวงฝรั่งเศส และฝ่ายข้าหลวงฝรั่งเศสให้กล่าวคำรับมอบเมืองจากข้าหลวงไทยเสร็จแล้ว ทางฝ่ายเจ้าพนักงานฝรั่งเศสก็ให้ทหารญวน ซึ่งตั้งแถวเป็นกองเกียรติยศอยู่ที่หน้าเสาธงในเวลานั้น ทำการชักธงฝ่ายไทยลงจากปลายเสา และในขณะเดียวกันนั้นเอง เขาก็ชักธงสามสีของเขาสวนสลับขึ้นไปแทนธงช้างของชาติไทยเราทันที เวลานั้นกองทาหารฝ่ายเขา ๆ ก็ทำความเคารพแลเป่าเพลงแตร (ซึ่งเข้าใจว่าจะเป็นเพลงไซเยส์) เมื่อข้าหลวงฝ่ายไทยเสร็จการมอบหมายเมืองให้แก่ข้าหลวงฝ่ายฝรั่งเศสต่อกันแล้ว ในตอนนี้ข้าหลวงฝ่ายไทยกับบรรดาข้าราชการผู้ที่ได้ไปรู้เห็นในการนี้ต่างก็พากันกลับและให้คนของฝ่ายเราปลดเอาธงช้างมาเท่านั้น กล่าวกันว่าในวันนั้นพวกไทยเราถึงกับพากันน้ำตาตกแลเะเต็มตื้นไปด้วยกันทุกคน ทั้งนี้ย่อมจะเป็นความจริงเหตุว่า จังหวัดตราดเป็นบ้านเมืองของไทย พลเมืองก็เป็นคนไทย ในประวัติศาสตร์ไม่เคยปรากฏว่าจังหวัดนี้ได้เคยเสียความเป็นอิสระตกไปอยู่ในความยึดถือของชาติหนึ่งชาติใดเลย ก็เมื่อจังหวัดตราดอันเป็นเมืองของไทยเราได้ปกครองมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว ต้องมาเสียความเป็นไทยตกอยู่ในมืองของคนต่างชาติ ( กล่าวคือฝรั่งเศส) เช่นนี้แล้วก็ย่อมจะทำให้พวกเราคนไทยพากันมีความรู้สึกโทรมนัสเสียดายและเสียใจอยู่บ้างเป็นธรรมดา
ที่มา: หนังสือ ๙๐ ปีตราดรำลึก



การปกครองตราดโดยฝรั่งเศส


ฝรั่งเศสได้ดำเนินวิธีจัดการปกครองเมืองโดยแต่งตั้งเจ้าพนักงานฝรั่งเศสและเขมรมาประจำที่จังหวัดตราด คือ ตำแหน่งเรสิดังต์ คล้ายกับข้าหลวงกำกับข้าราชการ ๑ ผู้ช่วยหรือเลขานุการของเรสิดังต์ ๑ ทั้งสองคนนี้เป็นชาติฝรั่งเศส เรสิดังต์นั้นมีหน้าที่การปกครองบังคับบัญชาเหนือเจ้าพนักงานฝ่ายทหารและพลเรือนทั้งสิ้น ตลอดจนมีอำนาจในการพิจารณาพิพากษาคดีแพ่งและอาญาด้วย ส่วนทหารมีจำนวน ๒ กองร้อย กองที่ ๑ เป็นทหารเขมรประจำอยู่ภายในเมืองมีจำนวนนายสิบและพลทหารประมาณ ๖๐ คน มีนายทหารฝรั่งเศมียศชั้นนายร้อยโทเป็นผู้บังคับกอง ๑ คน กองที่ ๒ เป็นทหารญวณประจำอยู่ที่ตำบลแหลมงอบมีจำนวนนายสิบและพลทหารประมาณ ๑๐๐ คน มีนายทหารฝรั่งเศสชั้นนายร้อยเอกเป็นผู้บังคับกอง ๑ คนมีเจ้าพนักงานด่านภาษีเป็นชาติฝรั่งเศสประจำอยู่ในเมือง ๑ คน มีหน้าที่ตรวจตราเก็บภาษีอากรขาเข้าออกตลอดจนการออกใบอนุญาตจำหน่ายจำหน่ายสุรายาฝิ่น และมีผู้ช่วยที่เป็นชาติฝรั่งเศสมีหน้าที่ตรวจตราสินค้าและจับกุมผู้กระทำผิดในทางการภาษีอากรต่าง ๆ ด้วยอีก ๑ คน มีนายแพทย์ที่เป็นชาติฝรั่งเศสมียศชั้นนายร้อยเอกสำหรับดูแลการรักษาโรคภัยไข้เจ็บให้แก่เจ้าพนักงานและทหาร ตลอดจนพลเมือง ๑ คน มีพนักงานคลังที่เป็นชาติฝรั่งเศส สำหรับมีหน้าที่เก็บรักษาและการรับจ่ายเงินผลประโยชน์ ๑ คนมีเจ้าพนักงานที่เป็นชาติฝรั่งเศส สำหรับตรวจตราบำรุงการก่อสร้าง ซ่อมแปลงถนนสะพาน ๑ คน รวมเจ้าพนักงานที่เป็นชาติฝรั่งเศสมีจำนวน ๙ คนด้วยกัน นอกจากที่กล่าวแล้วยังมีเจ้าพนักงานฝ่ายเขมร ที่องค์ศรีสวัสดิ์เจ้ากรุงกัมพูชาจัดส่งมาประจำหน้าที่ต่าง ๆ อีกคือ ตำแหน่งเจ้าเมืองปลัด ๑ ปลัด ๑ ทั้งนี้มีหน้าที่ในการบริหารประชาชนพลเมืองที่เป็นคนชาติไทยหรือเขมร และทำหน้าที่จัดเก็บภาษีอากร เช่น ค่านา สมพักศร และรัชชูปการแก่ราษฎร ตลอดจนการเปรียบเทียบคดีความของพลเมืองด้วย ส่วนเจ้าพนักงานชั้นรอง ๆ ลงมายังมีอีกบางคนและคนหนึ่งปรากฏว่าได้ทำหน้าที่คล้ายหัวหน้าตำรวจอยู่ตำแหน่งหนึ่งซึ่งเรียกว่า "รักษาราฎร"" กับมีพลตำรวจเขมรที่เป็นลูกมือประมาณ ๒๔ คน รักษาราษฎร นั้น มีหน้าที่ตรวจตราปราบปรามโจรผู้ร้ายรักษาความปลอดภัยให้แก่พลเมืองทั่วไปอยู่ในความปกครองของเจ้าเมืองเขมร ในส่วนเรสิดังต์ฝรั่งเศสนั้น ได้มีล่ามชาติเขมร ชื่อ "ยอง" ทำหน้าที่เป็นล่ามประจำอยู่คนหนึ่งและล่ามยองคนนี้เอง ที่มีชื่อเสียงโด่งดังนักว่าเป็นผู้แปลภาษาฝรั่งเศสดีนัก คือ แปลกลับหน้ามือเป็นหลังมือ ให้เรสิดังต์ฟังในคดีเรื่องหนึ่ง
ที่มา:หนังสือ ๙๐ ปี ตราดรำลึก จังหวัดตราดหน้า ๔๗-๔๘




(บน) ภาพจากหนังสือพิมพ์ฝรั่งเศส (ปกหลัง) Le Petit Journal ฉบับวันที่ 26 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1905 ภายหลังความตกลง สยาม-ฝรั่งเศส ฉบับ ค.ศ. 1904 ฝรั่งเศสยอมถอนกำลังออกจากจันทบุรี แต่กลับไปยึดครองตราดและเกาะกงไว้แทน โดยอ้างว่าเพื่อเป็นหลักประกันว่าสยามจะปฏิบัติตามอนุสัญญาใหม่โดยเคร่งครัด ในภาพเป็นพิธีมอบตราดและเกาะกงอย่างเป็นทางการให้นายโมเรล ข้าหลวงใหญ่ฝรั่งเศสประจำเขมร ส่วนตัวแทนของฝ่ายไทยคือพระยาศรีสหเทพ (เส็ง วิริยสิริ) ปลัดทูลฉลองกระทรวงมหาดไทย อนึ่ง สยามได้ตราดกลับคืนมาจากสนธิสัญญาสยาม-ฝรั่งเศส ฉบับ ค.ศ. 1907 ในภาพจะเห็นว่าธงช้างถูกชักลงจากเสา นั่นหมายถึงสยามหมดอิสรภาพใน ณ บัดนั้น


ภาพงาน "ครบรอบ ๑๐๑ ปี ตราดรำลึก"




(บน) ธงช้าง สัญลักษณ์แห่งสยามประเทศ ปรากฏอยู่ทั่วไปในงานครบรอบ ๑๐๑ ปี ตราดรำลึก



(บน) เมื่อย่างเข้าวันที่ ๒๓ มีนาคม ชาวประชาชาวตราดก็พร้อมใจกันประดับธงช้าง



(บน) ธงช้างที่เห็นโดยทั่วไปคือสิ่งที่บอกว่า ๑๐๑ ปีที่ผ่านมา แผ่นดินไทยยังคงความเป็นเอกราช



(บน) ภาพนี้ ลบบาดแผลในใจชาวไทยจากรูปหนังสือพิมพ์ Le Petit Journal ได้อย่างสิ้นเชิง



(บน) วันนี้ วันที่ธงช้างถูกอันเชิญขึ้นสู่ยอดเสาอีกครั้งและเป็นวันที่ธงช้างอยู่คู่ฟ้าสยาม



(บน) ธงช้างบนศาลา ๑๐๐ ปี ตราดรำลึก...ไม่เพียงแต่ยังความภาคภูมิใจสู่ชาวตราดเท่านั้น



(บน) ซุ้มประตูทางเข้างานครบรอบ ๑๐๑ ปี ตราดรำลึก ประดับด้วยธงช้างและพระบรมรูปรัชกาลที่๕



(บน) บริเวณจัดงานและพิธีบวงสรวงอนุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว



(บน) วันนี้วันที่ ครบ๑๐๑ ปีที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงประกาศเอกราชให้ชาวตราด



(บน) สร้างบรรยากาศเก่าๆ ร่วมสมัย ถึงแม้ในสมัยรัชกาลที่๕ จะไม่มีรถล้อเหล็กก็ตาม



(บน) หนึ่งในขบวนแห่ที่วิ่งไปรอบเมือง สร้างเป็นเรือหลวงมหาจักรีจำลอง



(บน) ทิวธงแห่งสยามโบกไสว และจะโบกไสวเฉกเช่นนี้ไปตลอดชั่วกาลนาน



(บน) ขบวนธงช้างแห่ไปรอบๆ เมืองตราด สวยงามไปถึงจิตวิญญาณข้างในชาวไทย



(บน) ขบวนธงช้างขณะเตรียมลอดซุ้มจัดงานครบรอบ ๑๐๑ ปีวันประกาศอิสรภาพตราด



(บน) ด้วยรอยยิ้มแห่งความภาคภูมิใจที่ได้มีโอกาสอันเชิญธงช้างแห่รอบเมืองตราด



(บน) แสงอาทิตย์ลอดสาดส่อง"ธงช้าง"หนึ่งในธงที่อยู่ในขบวนแห่ เป็นภาพที่งดงามที่สุดภาพหนึ่ง



(บน) แม้ดวงพระอาทิตย์จะลาลับขอบฟ้า แต่ธงช้างที่ตราดจะยังอยู่คู่แผ่นดินตลอดไป



(บน) ภาพสวยๆ อีกมุมหนึ่งของหนุ่มชาวตราดขายขนมปังสังขยากับเสื้อฉลอง ๑๐๐ ปีตราดรำลึก



(บน) ด้านหลังเสื้อ ๑๐๐ ปีตราดรำลึก



(บน) คุณประเสริฐ กับเสื้อสวยๆ ที่ปักธงช้างตรงหน้าอกซึ่งทางหอการค้าจังหวัดตราดจัดทำขึ้นมา


เวปไซต์โดย: พิพิธภัณฑ์ธงสยาม (Siam flag museum)

การเข้าชมพิพิธภัณฑ์: เนื่องจากพิพิธภัณฑ์ธงสยาม ไม่ได้เปิดให้เข้าชมทุกวัน ถ้าท่านใดมีความต้องการที่จะเข้าชม โปรดกรุณาโทรศัพท์จองล่วงหน้าที่หมายเลข ๐๒๙๓๙๙๕๕๓ หรือส่งโทรสารแจ้งความจำนงการเข้าชมได้ที่หมายเลข ๐๒๙๓๙๙๕๕๒



สถานที่ตั้งพิพิธภัณฑ์:
พิพิธภัณฑ์ธงสยาม
๑๕ ลาดพร้าว ๔๓
อ.ห้วยขวาง กรุงเทพฯ ๑๐๓๑๐

SIAM FLAG MUSEUM:
15 Lad Phrao 43
Lad Phrao RD.
Huay Kwang
Bangkok 10310
Thailand
Official website: http://www.siamflag.org
E-mail: siamflag@hotmail.com

พิพิธภัณฑ์ธงสยาม...ยินดีรับบริจาคและรับซื้องานสะสมเก่าหรือของเก่าโบราณที่มีรูปหรือเกี่ยวเนื่องกับธงสยาม (ธงช้างเผือก) เช่น ธงช้างจริงที่ใช้สมัยรัชกาลที่ 4 และสมัยรัชกาลที่ 5 โปสการ์ดเก่า รูปถ่ายเก่า หนังสือเก่า แผนที่โบราณที่มีรูปธงช้าง ถาดเจริญธงช้าง ฯลฯ เพื่อนำของเก่าเหล่านี้ไปจัดแสดงภายในพิพิธภัณฑ์ธงสยาม...ท่านใดที่มีของเหล่านี้และสนใจที่จะบริจาคหรือขาย กรุณาติดต่อโดยตรงที่พิพิธภัณฑ์ธงสยาม หมายเลขโทรศัพท์ 02-9399553 หรืออีเมล์ siamflag@hotmail.com

ชมงานพิมพ์หินรูปธงช้าง (Siamese flag) จากที่ต่างๆ ซึ่งปรากฏอยู่บนผังธงโลก
ชมงานพิธีอัญเชิญธงสยาม ณ พิพิธภัณฑ์ธงสยาม ร่วมฉลอง ๑๐๐ ปีเสด็จประพาสยุโรป
สุดยอดงานสะสมที่เกี่ยวเนื่องกับธงสยามหรือธงช้างที่อยู่ในสมัยรัชกาลที่ ๕
ชมธงสยามแบบต่างๆ และอ่านพระราชบัญญัติว่าด้วยแบบอย่างธงสยามร.ศ. ๑๑๐
ชมภาพถ่ายโบราณที่มีธงสยามหรือธงช้างประดับอยู่ในภาพซึ่งอยู่ในช่วงสมัยรัชกาลที่ ๕
ร่วมพิสูจน์ปริศนาว่าด้วยธงสยามแบบช้างยืนพื้นนั้น...มีจริงหรือไม่?
ร่วมพิสูจน์ปริศนาว่าด้วยธงสยามแบบช้างชูงวงนั้น...มีจริงหรือไม่?
เชื่อหรือไม่...ธงช้างแบบช้างอ้วนสั้นเคยใช้รับเสด็จฯ ที่เดนมาร์กมาแล้ว
ชมภาพประวัติศาสตร์ครบรอบ ๑๐๑ ปี "ใต้ร่มช้าง วันตราดรำลึก" ณ จังหวัดตราด
ภาพวาดธงช้างจิตรกรรมฝาผนังพระที่นั่งทรงผนวชวัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม
อ่านประวัติการชักธงชาติครั้งแรกของสยาม เรื่องและภาพโดยเทพชู ทับทอง
อ่านเรื่องป้อมป้องปัจจามิตร กับเกล็ดเรื่องราว...แรกมีเสาธงในสยาม
ชมเบื้องหลังการถ่ายทำและบันทึกเทปโทรทัศน์เพื่อแนะนำพิพิธภัณฑ์ธงสยาม
ชมภาพกิจกรรมหลากหลายรูปแบบนับตั้งแต่เริ่มก่อตั้งพิพิธภัณฑ์ธงสยาม
พิพิธภัณฑ์ธงสยามและคุณชมพู ฟรุ๊ตตี้ รวมใจมอบให้ครูใต้ผู้เสียสละ
ฟังรายการวิทยุ ตะลอนทัวร์ครอบครัวไทย แนะนำพิพิธภัณฑ์ธงสยาม
ร่วมชมธงช้างของแท้ดั้งเดิมผืนโบราณ ณ หอจดหมายเหตุแห่งชาติจันทบุรี
พิพิธภัณฑ์ธงสยามมีความยินดีและขอต้อนรับผู้เข้าเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ทุกท่าน