โปรดทราบ
รูปภาพและเนื้อเรื่องที่ปรากฏอยู่ภายในเวปนี้
ผู้จัดทำอนุญาตให้นำไปใช้และเผยแพร่
เพื่อสาธารณประโยชน์ เพื่อการกุศล หรือเพื่อความรู้เกี่ยวกับประวัติธงชาติไทยได้โดยไม่มีข้อจำกัด
แต่ห้ามคัดลอกเนื้อเรื่อง และทำสำเนารูปภาพเพื่อผลประโยชน์ทางการค้า
หรือแสวงหาผลกำไรไม่ว่ารูปแบบใดโดยเด็ดขาด




พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
ถึงเสนาบดีที่ประชุมกันอยู่บนเรือพระที่นั่งมหาจักรี วันที่ ๑๐ เมษายน พ.ศ.๒๔๓๖



"...ความจงรักภักดีต่อชาตินั้น
คือความสำนึก ตระหนักในคุณของแผ่นดินอันเป็นที่เกิด ที่อาศัย
ซึ่งทำให้บุคคลเกิดความภูมิใจในชาติกำเนิด และมุ่งมั่นที่จะธำรงรักษาประเทศชาติ
ไว้ให้เป็นอิสระมั่นคงตลอดไป ..."

พระบรมราโชวาท
ในพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณและสวนสนามของทหารรักษาพระองค์
ณ ลานพระราชวังดุสิต ๓ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๒๙




ท่านทราบหรือไม่ว่า...
เพราะเหตุใดจึงใช้ช้างเผือก
เป็นสัญลักษณ์ของธงสยาม?

ท่านทราบหรือไม่ว่า...
ทำไมสยามใช้พื้นธงเป็นสีแดง?

ท่านทราบหรือไม่ว่า...
พระราชบัญญัติธงสยามออกเมื่อไหร่?



อ่านเรื่องราว ประวัติ ความเป็นมา
และชมงานสะสมต่างๆ
อาทิ โปสการ์ดเก่า บัตรสินค้าโบราณ
ผ้ากำมะหยี่ กระดุม เข็มกลัดเก่า ฯลฯ
ที่เกี่ยวเนื่องกับธงสยามหรือธงช้าง!!!

พิเศษ!!!
อย่าลืมชมภาพประวัติศาสตร์

พิธีอัญเชิญธงสยามขึ้นสู่ยอดเสา
ที่สูงที่สุดในประเทศไทย...








คลิกฟังคำขวัญเชิญชวนคนไทย...ยืนตรงเคารพธงชาติ
ธงชาติและเพลงชาติไทย เป็นสัญลักษณ์ของความเป็นไทย
เราจงร่วมใจ ยืนตรง เคารพธงชาติ ด้วยความภาคภูมิใจในเอกราช
และความเสียสละของบรรพบุรุษไทย


คลิกเพื่ออ่านประวัติเพลงชาติไทยและฟังเพลงชาติไทยฉบับแรกได้ที่นี่!

ผมก่อตั้งพิพิธภัณฑ์ธงสยามนี้ขึ้นมาด้วยเงินทุนส่วนตัวซึ่งมีอยู่เพียงน้อยนิด
ผมไม่ใช่คนรวยหรือมีมรดกตกทอด ส่วนหนึ่งจึงต้องกู้มาเพื่อสร้างพิพิธภัณฑ์ฯ
แต่เพื่อให้พวกเราคนไทยทุกคน ได้มีโอกาสเรียนรู้ประวัติศาสตร์เกี่ยวกับธงชาติของเราเอง
ทำให้ผมมีความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะลงมือสร้างพิพิธภัณฑ์ฯ และจะตั้งใจทำอย่างดีที่สุด
เมื่อเรารู้เรื่อง และเข้าใจประวัติความเป็นมาในผืนธงชาติของชาติตนเอง เราก็จะรัก...
รัก...และหวงแหนในความเป็นชาติ เมื่อมองผ่านธงชาติที่โบกพัดปลิวไสว
นี่คือสิ่งที่ผมอยากเห็น...
อยากเห็น...คนไทยรักชาติจริงๆ และลงมือทำบางสิ่งบางอย่างเพื่อชาติของเรา
มากกว่าเพียงแค่คำพูดว่า...รักชาติ...ซึ่งมันง่ายที่ใครๆ ก็พูดได้

พฤฒิพล ประชุมผล
(ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์ธงสยาม)



เพราะเหตุใด? รูปประกอบประวัติธงชาติไทยในอดีต
ระหว่าง
การค้นคว้าโดยพิพิธภัณฑ์ธงสยาม
และ
การค้นคว้าโดยกรมศิลปากร
จึงไม่เหมือนกันและแตกต่างกัน
กรุณาคลิกที่นี่!...เพื่อค้นหาคำตอบ




หนังสือประวัติธงชาติไทยที่ละเอียดและสมบูรณ์ที่สุด
"ธงสยาม ไทยเมิน ฝรั่งมอง"
พิมพ์สี่สี กระดาษอาร์ตมันทั้งเล่ม จำนวนจำกัดเพียง ๒๐๐ เล่ม
ราคาเล่มละ ๕๐๐ บาท พร้อมส่งลงทะเบียนทั่วประเทศฟรี!
รายได้ทั้งหมดนำไปใช้เพื่องานพิพิธภัณฑ์ธงสยาม
ท่านที่สนใจสั่งซื้อ กรุณาโอนเงินมาที่:
คุณจันทกาญจน์ คล้อยสาย
ธนาคารกรุงเทพ สาขาลาดพร้าว ๔๔
บัญชีออมทรัพย์ เลขที่ ๒๐๓๐๖๙๕๑๓๐
พร้อมส่งหลักฐาน (สลิป) การโอนเงินมาที่:
siamflag@hotmail.com
ขอบคุณครับ



๕ คำถาม ชวนให้คิด ชวนให้ตอบ กับเรื่องราวของธงสยาม


    ๕ คำถามปริศนากับความเป็นมาของธงสยาม...เชิญตอบคำถามข้างล่างนี้ก่อนเข้าชมเวปไซต์

    ถ้าท่านตอบถูกทั้งหมด ... ท่านคือผู้ที่รอบรู้เกี่ยวกับประวัติธงสยามอย่างดีมาก แต่ถ้าท่านตอบได้ไม่ครบทุกข้อ ... ที่นี่! เวปพิพิธภัณฑ์ธงสยาม จะเป็นแหล่งข้อมูลให้ท่านได้ค้นคว้าและเรียนรู้เกี่ยวกับประวัติความเป็นมาของธงชาติไทยหรือธงชาติสยาม ...ลองดูนะครับ... ผิด ถูก ไม่ใช่เรื่องใหญ่ ... เชิญครับ!

    หลังจากอ่านคำถามแล้ว กรุณาลากเมาส์แล้วกดคลิกที่ คำตอบที่ถูกต้องจะปรากฏขึ้นมา


  • ๑. ธงชาติไทยในสมัยรัชกาลที่ ๑ มีรูปแบบเป็นอย่างไร ?

         
    ธงสยามหรือธงชาติไทยในสมัยรัชกาลที่ ๑ นั้น เราใช้ธงเฉพาะบนเรือกำปั่นหลวงเท่านั้น ไม่มีการปักธงบนแผ่นดินแต่อย่างใด (การปักธงบนแผ่นดิน เริ่มมีในสมัยรัชกาลที่ ๓) โดยธงชาติสยามในสมัยรัชกาลที่ ๑ นั้น มีรูปแบบคือพื้นแดงและมีวงจักรสีขาวอยู่ตรงกลาง ส่วนธงเรือของสามัญชนคนสยามทั่วไปนั้นให้ใช้เป็นแบบธงแดงเกลี้ยงเป็นธงประจำเรือเท่านั้น


  • ๒. ช้างเผือกที่อยู่ตรงกลางธงสยามในสมัยรัชกาลที่ ๒ มีที่มาอย่างไร ?

         
    ในสมัยรัชกาลที่ ๒ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ได้โปรดให้ทำรูปช้างเผือกยืนพื้นสีขาววางอยู่กลางวงจักรบนผืนผ้าแดง เนื่องจากในรัชสมัยของพระองค์ท่านนี้ได้มีช้างเผือกเอกเข้าสู่แผ่นดินสยามมากถึง ๓ ช้าง ได้แก่ พระยาเศวตกุญชร (พ.ศ. ๒๓๕๕) พระยาเศวตไอยรา (พ.ศ. ๒๓๕๙) พระยาเศวตคชลักษณ์ (พ.ศ. ๒๓๖๐) และทั้งวงจักรและช้างเผือกที่วางบนผืนผ้าแดงนั้น ต้องเป็นสีขาวเท่านั้น ตามหลักฐานพระนิพนธ์ อธิบายเรื่องธงไทย ของกรมพระยาฯ ดำรงราชานุภาพในหัวข้อที่ ๒


  • ๓. กฎหมายเกี่ยวกับธงฉบับแรกของสยามมีครั้งแรกตั้งแต่เมื่อใด ?

         
    กฎหมายเกี่ยวกับธงฉบับแรกของประเทศสยามนั้น ก็คือพระราชบัญญัติว่าด้วยแบบอย่างธงสยาม ฉบับปี ร.ศ. ๑๑๐ ซึ่งส่งไปพิมพ์ที่เมืองไลป์ซิก ประเทศเยอรมนี จำนวน ทั้งสิ้น ๑๐๐๐ เล่ม ออกใช้เมื่อวันที่ ๒๕ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๓๔ (ร.ศ. ๑๑๐) หลังจากนั้นมีการแก้ไขและปรับเปลี่ยนการใช้ธงสำหรับแผ่นดินสยามอีกเล็กน้อย แล้วจึงออกพระราชบัญญัติธงตามมาอีก ๒ ครั้งในรัชกาลเดียวกัน คือร.ศ. ๑๑๖ และร.ศ. ๑๑๘


  • ๔. ช้างเผือกที่อยู่ตรงกลางธงสยามหันหน้าเข้าหรือหันหน้าออกจากเสาธง ?

         
    ธงสยามที่เป็นแบบช้างเผือกวางอยู่บนผืนผ้าแดงนั้น การประดับธงจะต้องให้ช้างเผือกหันหน้าเข้าหาเสาธงเสมอ (ห้ามติดโดยการเอาหางช้างเข้าหาเสาธง) และต้องไม่ประดับธงกลับหัวโดยเด็ดขาด (เท้าช้างชี้ขึ้นฟ้า) เพราะถือว่าช้างเผือกเป็นองค์สมมุติแทนพระมหากษัตริย์ ถ้าประดับธงกลับหัว เปรียบเสมือนช้างล้ม นั่นก็คือการแช่งให้พระมหากษัตริย์ทรงเสด็จสวรรคตในเร็ววัน


  • ๕. จริงหรือไม่ที่ว่า ธงสยามแบบแดงขาว ๕ ริ้ว เป็นที่มาของธงสยามแบบธงไตรรงค์ ?

         
    จริง โดยธงสยามแบบแดงขาว ๕ ริ้วนั้น มีที่มาจากสีของธงช้างเผือกนั่นเอง สีแดงมาจากสีของพื้นธง ส่วนสีขาวมาจากสีของตัวช้าง และใช้ในปีพ.ศ. ๒๔๕๙ พอขึ้น พ.ศ. ๒๔๖๐ สยามก็เปลี่ยนธงชาติเป็นธงไตรรงค์ เพราะรัชกาลที่ ๖ มีดำริให้สีแดงแถบใหญ่ตรงกลางเป็นสีน้ำเงินเข้มแกมม่วง (สีขาบ) เพื่อให้เข้ากับธงประเทศสัมพันธมิตร(ซึ่งเป็นธงสามสี คือ แดง ขาวน้ำเงิน) ที่สยามเข้าร่วมรบอยู่ด้วย แต่เนื่องจากพระองค์ท่านพระราชสมภพวันเสาร์ ตรงกับสีม่วง ทำให้แถบสีตรงกลางของธงไตรรงค์จึงไม่ใช่น้ำเงินเข้ม แต่ต้องเป็นน้ำเงินเข้มเจือม่วงหรือสีขาบนั่นเอง

ประวัติความเป็นมาของธงสยาม
(ประวัติธงชาติไทย)





คลิกอ่าน "ประวัติธงชาติไทยแบบด่วน"ในแต่ละกรอบ
แต่ถ้าท่านใดมีเวลา และสนใจต้องการศึกษาเรื่องราวอย่างละเอียด
กรุณาอ่านประวัติธงชาติไทยพร้อมรูปและหลักฐานในแต่ละช่วงรัชกาล
ตามเรื่องราวที่อยู่ด้านล่าง ถัดไปจากกรอบสีแดง "ประวัติธงชาติไทยแบบด่วน" นี้ลงไป

หมายเหตุ: "ประวัติธงชาติไทยแบบด่วน" นี้ เหมาะกับนิสิต นักศึกษา และผู้ที่สนใจ
ที่ต้องการทราบประวัติธงชาติเพื่อทำรายงานหรือตอบข้อซักถามอย่างรวดเร็วเท่านั้น


 
คลิกที่นี่...เพื่ออ่านประวัติธงชาติไทยจากพระราชบัญญัติแบบอย่างธงสยาม ร.ศ. ๑๑๐ 
คลิกที่นี่...เพื่ออ่านประวัติธงชาติไทยในสมัยรัชกาลที่ ๑ 
คลิกที่นี่...เพื่ออ่านประวัติธงชาติไทยในสมัยรัชกาลที่ ๒ - ๓
 
คลิกที่นี่...เพื่ออ่านประวัติธงชาติไทยในสมัยรัชกาลที่ ๔ - ต้นรัชกาลที่ ๖ 
คลิกที่นี่...เพื่ออ่านประวัติธงชาติไทยในสมัยรัชกาลที่ ๖ (พ.ศ. ๒๔๕๙ - ๒๔๖๐) 
คลิกที่นี่...เพื่ออ่านประวัติธงชาติไทยในสมัยรัชกาลที่ ๖ หรือ ธงไตรรงค์

ขยายความจากพระนิพนธ์ของสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
"อธิบายเรื่องธงไทย"
คลิกที่นี่!!!...เพื่ออ่านพระนิพนธ์ อธิบายเรื่องธงไทย

 
คลิกที่นี่!!!...เพื่ออ่านพระนิพนธ์ อธิบายเรื่องธงไทย

ขยายความจากพระราชบัญญัติธงสยาม
"ว่าด้วยแบบอย่างธงสยามฉบับ ร.ศ. ๑๑๐ และฉบับ ร.ศ. ๑๑๘"






ตามหลักฐานต่างๆ ที่ปรากฏมาตั้งแต่สมัยโบราณนั้น ไทยเรายังไม่มีธงชาติเป็นของตนเองโดยเฉพาะ เมื่อเวลาจัดกองทัพไปทำสงคราม จะใช้ธงสีต่างๆ ประจำทัพเป็นเครื่องหมายทัพละสี ต่อมาเมื่อมีการเดินเรือค้าขายกับต่างประเทศทางตะวันตกในสมัยอยุธยา ได้ใช้ธงสีแดงติดเครื่องหมายว่าเป็นเรือสินค้าของไทย
จดหมายเหตุของชาวต่างประเทศกล่าวว่า... "ในรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์มหาราช มีเรือฝรั่งเศสแล่นเข้ามาสู่ปากน้ำเจ้าพระยา เมื่อถึงป้อมของไทย ไทยชักธงชาติฮอลันดาขึ้นรับเรือฝรั่งเศส เพราะไม่มีธงชาติเป็นของตนเอง แต่เรือฝรั่งเศสไม่ยอมสลุต (ยิงปืนสลุต) รับธงฮอลันดา เพราะเคยเป็นคู่อริกันมาก่อน และถือว่าไม่ใช่ธงชาติไทย ฝ่ายไทยจึงแก้ไขโดยนำธงแดงชักขึ้นแทนธงชาติ เรือฝรั่งเศสจึงยอมสลุตคำนับ ตั้งแต่นั้นมาธงสีแดงจึงกลายเป็นธงชาติของไทยเรื่อยมา"


ครั้นถึงสมัยกรุงธนบุรีและกรุงรัตนโกสินทร์ ก็ยังคงใช้ธงสีแดงเกลี้ยงชักเป็นเครื่องหมายประจำเรือค้าขายกับต่างประเทศอยู่ ธงแดงนี้ใช้ชักขึ้นทั้งในเรือหลวงและเรือราษฎร ต่อมาพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ทรงมีพระราชดำริว่าเรือหลวงกับเรือราษฎรควรมีเครื่องหมายให้เห็นแตกต่างกัน จึงมีพระบรมราชโองการให้ทำรูป "จักร" สีขาวติดไว้กลางธงสีแดงเป็นเครื่องหมายใช้เฉพาะเรือหลวง ส่วนเรือค้าขายของราษฎรทั่วไปนั้น ยังคงใช้สีแดงเกลี้ยงอยู่





เพราะเหตุใดจึงต้องเป็นรูป “จักร”
ก่อนอื่นเราควรทำความเข้าใจเกี่ยวกับบทบาทของธงสยามในช่วงต้นรัตนโกสินทร์ระหว่างรัชกาลที่ ๑ ถึง ๓ ก่อนว่า ธงสยามหรืออีกนัยหนึ่งก็คือธงชาติไทยในอดีตนั้น มิได้ทำหน้าที่เป็นสัญลักษณ์ของความเป็นชาติหรือความจงรักภักดีต่อชาติของชนชาวสยาม รวมทั้งธงก็ไม่ได้ทำหน้าที่ระบุอำนาจอธิปไตยเหนือดินแดนแคว้นถิ่น เฉกเช่นที่คนไทยเข้าใจและเคารพต่อธงไตรรงค์อย่างที่เห็นกันทุกวันนี้
ธงสยามในอดีตได้ทำหน้าที่เพียงการเป็นตัวแทนหรือสัญลักษณ์ของชาติโดยผ่านองค์พระมหากษัตริย์เท่านั้น ด้วยเหตุนี้ธงสยามในช่วงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช จึงสื่อความหมายแทนพระองค์ท่านโดยตรง ดังจะเห็นได้จากการใช้รูปจักรใส่ไว้กลางธงแดง


โดยที่รูปจักรนั้นมีความสัมพันธ์กับองค์กษัตริย์ เพราะจักร ถือเป็นอาวุธของพระนารายณ์ผู้รักษาโลก ที่ได้เสด็จอวตาลมาดับทุกข์ โดยทรงแต่งกายเป็นกษัตริย์ กรทั้งสี่มีของถือต่างกันตามความในโองการแช่งน้ำ คือ จักร สังข์ คฑา ธรณี ดังนั้นจักรจึงถือเป็นของสูงเคียงคู่พระนารายณ์ ซึ่งเปรียบเสมือนเป็นองค์พระมหากษัตริย์นั่นเอง



ขึ้นรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย พ.ศ. ๒๓๖๐ - ๒๓๖๖ เป็นเวลาที่ประเทศอังกฤษได้เข้ามาตั้งสถานีการค้าขายอยู่ที่ประเทศสิงคโปร์ ในห้วงเวลาดังกล่าวได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างเรือกำปั่นของหลวงขึ้น ๒ ลำเพื่อล่องค้าขายระหว่างสิงคโปร์และมาเก๊า โดยที่เรือหลวงทั้งสองลำดังกล่าวจะชักธงแดงตามธรรมเนียมที่ปฏิบัติกันมาตั้งแต่สมัยอยุธยา กระทั่งวันหนึ่งประเทศอังกฤษเจ้าเมืองสิงคโปร์ได้บอกกับนายเรือหลวงของสยามให้มากราบบังคับทูลพระเจ้ากรุงสยามว่า เรือเดินทะเลชาวมลายูที่ค้าขายกับสิงคโปร์ก็ชักธงแดงเหมือนกัน เพราะฉะนั้นจึงขอให้พระเจ้ากรุงสยามใช้ธงอย่างอื่นเสีย เพื่อจะได้จัดการรับรองเรือหลวงได้สะดวกและไม่สับสน
ซึ่งในช่วงเวลาเดียวกันนั้นเอง พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ทรงได้ช้างเผือกเอกมาสู่พระบารมีถึง ๓ เชือก คือ พระเศวตกุญชร พระยาเศวตไอยรา และพระยาเศวตคชลักษณ์ ซึ่งตามประเพณีไทยถือเป็นพระเกียรติอย่างสูงส่ง จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ทำรูปช้างสีขาวอยู่ในวงจักรสีขาวติดไว้กลางธงแดงอันมีความหมายว่า “พระเจ้าแผ่นดินผู้มีช้างเผือก” แต่ธงช้างอยู่ในวงจักรีนี้ใช้เฉพาะเรือหลวงเท่านั้น ส่วนเรือพ่อค้าไทยทั่วไปก็ยังคงใช้ธงแดงอยู่ตามเดิม









กรุณาคลิกที่รูปธงช้างขาวดำปลิวข้างบน
เพื่อเข้าชมฉากหนึ่งจากภาพยนตร์เรื่อง พระเจ้าช้างเผือก
ซึ่งอิงประวัติศาสตร์การค้นพบช้างเผือกในช่วงรัชกาลที่ ๒
มาดัดแปลงทำเป็นตอนหนึ่งในภาพยนตร์ดังกล่าว




ต่อมาในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทำหนังสือสัญญาเปิดการค้าขายกับชาวตะวันตก ใน พ.ศ. ๒๓๙๘ มีเรือสินค้าของประเทศต่างๆ ในยุโรปและอเมริกาเดินทางเข้ามาค้าขายมากขึ้น พร้อมทั้งมีสถานกงสุลตั้งอยู่ในกรุงเทพฯ สถานที่เหล่านั้นล้วนชักธงชาติของตนขึ้นเป็นสำคัญ จึงจำเป็นที่ไทยจะต้องมีธงชาติที่แน่นอน พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงทรงพระราชดำริว่าธงสีแดงซึ่งเรือสินค้าของไทยใช้อยู่นั้นซ้ำกับประเทศอื่น ยากแก่การสังเกตไม่สมควรใช้อีกต่อไป ควรจะใช้ธงอย่างเรือหลวงเป็นธงชาติ แต่โปรดเกล้าให้เอารูปวงจักรสีขาวออกเสีย เพราะเป็นเครื่องหมายเฉพาะของพระเจ้าแผ่นดินเท่านั้น โดยให้คงไว้แต่รูปช้างเผือกอยู่กลางธงแดงแต่ทว่าให้ปรับขนาดช้างเผือกให้ใหญ่ขึ้น







เชื่อหรือไม่ว่า? ...ในช่วงรัชกาลที่ ๔ ถึงรัชกาลที่ ๕
สยามได้ใช้ธงช้างเผือกยืนพื้นก่อนมาเป็นธงช้างเผือกปล่อยด้วย
กรุณาคลิกที่นี่...เพื่ออ่านข้อมูลเพิ่มเติม!






(บน) มีการใช้ธงช้างหลายรูปแบบ ไม่มีแบบที่ถูกต้อง ต่อมาจึงต้องมีการออกพระราชบัญญัติธงขึ้น


ครั้นถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ออกพระราชบัญญัติว่าด้วยแบบอย่างธงอีกหลายครั้ง คือ พระราชบัญญัติว่าด้วยแบบอย่างธงสยามรัตนโกสินทร์ศก ๑๑๐ พระราชบัญญัติธงรัตนโกสินทร์ศก ๑๑๖ และพระราชบัญญัติธงรัตนโกสินทร์ศก ๑๑๘ โดยทุกฉบับได้ยืนยันถึงลักษณะธงชาติช้างว่า เป็นธงพื้นแดงตรงกลางเป็นรูปช้างเผือกไม่ทรงเครื่องหันหน้าเข้าหาเสาทั้งสิ้น








คลิกที่นี่...เพื่อเข้าสู่หน้าพระราชบัญญัติธงว่าด้วยแบบอย่างธงสยาม



(บน) โปสการ์ดเก่าสมัยรัชกาลที่ ๕ ที่พิมพ์รูปธงช้างตามพระราชบัญญัติธง ร.ศ. ๑๑๐


ภายหลังพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชดำริว่า เมื่อมองธงชาติซึ่งใช้อยู่ในขณะนั้นแต่ไกล จะมีลักษณะไม่ต่างจากธงราชการเท่าไร และรูปช้างที่อยู่กลางธงก็ไม่งดงาม จึงโปรดเกล้าฯ ให้ออกประกาศเพิ่มเติมและแก้ไขพระราชบัญญัติธง รัตนโกสินทรศก ๑๒๙ ตามมาตรา ๔ ข้อ ๑๕ โดยแก้ไขลักษณะธงชาติเป็นดังนี้ (คลิกที่นี่!!!)"ให้แก้ธงชาติเปนพื้นสีแดง กลางเปนรูปช้างเผือกทรงเครื่อง ยืนแท่น หน้าหันเข้าเสา สำหรับเปนธงราชการ" ประกาศมา ณ วันที่ ๒๑ พฤศจิกายน พระพุทธศักราช ๒๔๕๙ ซึ่งถือเป็นธงช้างรูปสุดท้ายของธงในสมัยรัตนโกสินทร์










(บน) ธงชาติสยามแบบช้างเผือกทรงเครื่องสำหรับใช้ในส่วนราชการสมัยรัชกาลที่ ๖ ได้มีการนำไปพิมพ์อยู่บนบัตรสะสมสินค้า (Trade card) ในต่างประเทศด้วย


และช่วงท้ายในปีพ.ศ. ๒๔๕๙ ก็ได้มีการยกเลิกการใช้ธงชาติแบบช้างเผือกทรงเครื่อง ยืนแท่น หน้าหันเข้าเสา เนื่องจากพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราชดำริเปลี่ยนธงช้างเป็นธงแถบสี เพราะทรงเห็นความลำบากของราษฎรที่ต้องสั่งซื้อธงผ้าพิมพ์รูปช้างมาจากต่างประเทศและบางครั้งเมื่อเกิดความสะเพร่าติดธงผิด รูปช้างกลับเอาขาชี้ขึ้นเป็นที่น่าละอาย (สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ ๑๓ กันยายน พ.ศ. ๒๔๕๙ พระองค์ท่านได้เสด็จประพาสวัดเขาสะแกกรังและได้ทอดพระเนตรเห็นชาวบ้านประดับธงช้างเผือกกลับหัว (หมายเหตุ: เหตุการณ์นี้เกิดก่อนพระราชบัญญัติธงฉบับธงช้างเผือกทรงเครื่องที่ปรากฏอยู่ในราชกิจจานุเบกษา วันที่ ๒๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๕๙ ดังนั้นย่อมต้องเป็นธงช้างเผือกปล่อยบนพื้นแดงแบบสมัยรัชกาลที่ ๕ อย่างแน่นอน)) ซึ่งหากเปลี่ยนเป็นธงแถบสีราษฎรก็สามารถทำธงใช้ได้เอง และจะช่วยขจัดปัญหาการติดผิดพลาด พระองค์ได้ทรงพยายามเลือกสีที่มีความหมายในทางความสามัคคีและมีความสง่างาม โดยก่อนออกพระราชบัญญัติฉบับใหม่ ได้ทรงทดลองใช้ธงชาติไทยแบบริ้วขาวแดงห้าริ้วติดอยู่ที่สนามเสือป่าในช่วงระยะหนึ่ง






(บน) ธงชาติสยามแบบแดงขาว ๕ ริ้ว ปรากฎเป็นหลักฐานอยู่บนหนังสือ THE NATIONAL GEOGRAPHIC MAGAZINE ฉบับเดือนตุลาคม พ.ศ. ๒๔๖๐ (ขยายความตามข้อที่ ๘๑๒)




(บน) โปสการ์ดที่มีการพิมพ์มาจากญี่ปุ่นและทำออกมาจำหน่ายในสมัยรัชกาลที่ ๖ ซึ่งตรงกับช่วงที่สยามเปลี่ยนจากการใช้ธงสยามแบบธงช้างเผือกมาเป็นธงสยามแบบธงแดงขาวห้าริ้วพอดี นั่นก็คือประมาณพ.ศ. ๒๔๕๙ นั่นเอง



(บน) รูปธงชาติสยามแบบธงแดงขาวห้าริ้ว ที่ถูกนำไปพิมพ์อยู่บนเกมส์ธงไพ่โบราณที่ออกมาในต่างประเทศช่วงสมัยรัชกาลที่ ๖







แต่เนื่องจากธงแดงขาวห้าริ้ว เมื่อดูแล้วไม่สง่างาม จึงมีการปรับเปลี่ยนแถบตรงกลางซึ่งเป็นสีแดงให้เป็นสีน้ำเงินเข้ม การเพิ่มสีน้ำเงินนี้ปรากฏอยู่ในพระราชหัตถเลขาในบันทึกส่วนพระองค์ วันเสาร์ที่ ๑๘ สิงหาคม ๒๔๖๐ ว่าได้ทอดพระเนตรบทความแสดงความเห็นของผู้ใช้นามแฝงว่า "อะแคว์ริส" ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพฯ เดลิเมล์ ภาษาอังกฤษ ฉบับวันที่ ๑๕ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๖๐ ได้ทรงแปลข้อความนั้นลงในบันทึกด้วย มีความโดยย่อว่า ...
" เพื่อนชาวต่างประเทศของผู้เขียน (อะแคว์ริส) ได้ปรารภถึงธงชาติแบบใหม่ว่า ยังมีลักษณะไม่สง่างามเพียงพอ ผู้เขียนก็มีความเห็นคล้อยตามเช่นนั้น และเสนอแนะด้วยว่า ริ้วตรงกลางควรจะเป็นสีน้ำเงินซึ่งเป็นสีส่วนพระองค์ของพระมหากษัตริย์ ซึ่งถ้าเปลี่ยนตามนี้แล้ว ธงชาติไทยก็จะประกอบด้วยสีแดง ขาว น้ำเงิน มีสีเหมือนกับธงสามสีของฝรั่งเศส ธงยูเนียนแจ็คของอังกฤษ และธงดาวของสหรัฐอเมริกา ประเทศพันธมิตรทั้งสามประเทศ คงเพิ่มความพอใจในประเทศไทยยิ่งขึ้น เพราะเสมือนยกย่องเขา ทั้งการที่มีสีของพระมหากษัตริย์ในธงชาติ ก็จะเป็นเครื่องเตือนให้ระลึกถึงพระองค์ในวาระที่ประเทศไทยได้เข้าสู่เหตุการณ์สำคัญต่างๆ ด้วย... "
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเห็นด้วยกับข้อเสนอนี้ เมื่อทรงทดลองวาดภาพธงสามสีสงในบันทึก ทรงเห็นว่างดงามดีกว่าริ้วขาวแดงที่ใช้อยู่ ต่อมาเมื่อเจ้าพระยารามราฆพ (ขณะนั้นยังเป็นพระยาประสิทธิศุภการ) ไปเฝ้าสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ ได้นำแบบธงไปถวายเพื่อทูลขอความเห็น สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงพิษณุโลกประชานาถก็ทรงเห็นชอบ และรับสั่งว่าถ้าเปลี่ยนในขณะนั้นจะได้เป็นอนุสรณ์ในการเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่ ๑ ด้วย พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงโปรดให้พระยาศรีภูริปรีชา ร่างประกาศแก้แบบธงชาติ และได้ทรงนำเรื่องเข้าที่ประชุมคณะเสนาบดีเพื่อฟังความเห็น ที่ประชุมลงมติเห็นชอบธงสามสีตามแบบที่คิดขึ้นใหม่ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติธงขึ้นเรียกว่า พระราชบัญญัติธง พระพุทธศักราช ๒๔๖๐ ออกประกาศเมื่อวันที่ ๒๘ กันยายน พ.ศ. ๒๔๖๐ มีผลบังคับใช้ภายหลังวันออกประกาศในหนังสือราชกิจจานุเบกษาแล้ว ๓๐ วัน ซึ่งต่อมาธงไทยแบบล่าสุดนี้ถูกเรียกว่า "ธงไตรรงค์" ความหมายของสีธงไตรรงค์ คือ สีแดงหมายถึง ชาติและความสามัคคีของคนในชาติ และสีขาวหมายถึง ศาสนาซึ่งเป็นเครื่องอบรมสั่งสอนจิตใจให้บริสุทธิ์ ส่วนสีน้ำเงินหมายถึง พระมหากษัตริย์ผู้เป็นประมุขของประเทศ หลังจากนั้นประเทศไทยก็ได้ใช้ธงไตรรงค์จวบจนกระทั่งถึงปัจจุบันนี้



















ขอร่ำรำพรรณบรรยาย ความคิดเครื่องหมาย
แห่งสีทั้งสามงาม

ขาวคือบริสุทธิ์ศรีสวัสดิ์ หมายพระไตรรัตน์
และธรรมะคุ้มจิตใจ

แดงคือโลหิตเราไซร้ ซึ่งยอมสละได้
เพื่อรักษาชาติศาสนา

น้ำเงินคือสีโสภา อันจอมประชา
ธ โปรดเป็นของส่วนองค์

จัดริ้วเข้าเป็นไตรรงค์ จึงเป็นสีธง
ที่รักแห่งเราชาวไทย

ทหารอวตารนำไป ยงยุทธวิชัย
วิชิตก็กู้เกียรติสยาม


พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว




ชมคลิปบรรยาย...
ธงไตรรงค์ถือกำเนิดขึ้นมาได้ด้วยเหตุใด?
แล้วทำไม...สีขาบแถบกลางธงไตรรงค์จึงมักใช้กันแบบผิดๆ?





ธงไตรรงค์สมัยสยาม ผืนที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศไทย!!!
ธงสยามแบบไตรรงค์ (ธงชาติ ๓ สี) ถูกนำมาใช้แทนที่ธงสยามแบบริ้วแดงขาว ๕ แถบที่ถูกทดลองใช้ในปีพ.ศ. ๒๔๕๙ เพียงปีเดียวเท่านั้น โดยธงไตรรงค์เริ่มต้นใช้เป็นทางการในปี พ.ศ. ๒๔๖๐ โดยในห้วงเวลานั้นประเทศไทยเรายังใช้คำว่า "ประเทศสยาม" อยู่ จวบจนกระทั่ง พ.ศ. ๒๔๘๒ ตรงกับสมัยรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม จึงได้มีการเปลี่ยนชื่อจากประเทศสยามเป็นประเทศไทย แต่สำหรับธงไตรรงค์ผืนที่เห็นนี้ โปรดสังเกตุดีๆ จะเห็นว่ามีการพิมพ์ด้วยหมึกพิมห์ด้วยคำว่า SIAM พร้อมกับระบุขนาดของธงเป็นฟุตเอาไว้ จึงสามารถสรุปได้ว่าธงชาติหรือธงไตรรงค์ผืนนี้น่าจะมีอายุระหว่างปี พ.ศ. ๒๔๖๐ ถึงปี พ.ศ. ๒๔๘๒ (ไม่ต่ำกว่า ๖๙ ปี ในกรณีที่ธงผืนนี้ผลิตในปีสุดท้ายเมื่อไทยยังเป็นสยามและนับปีนี้ตรงกับ พ.ศ. ๒๕๕๑) ปัจจุบันเท่าที่ทราบ ยังไม่ผู้ใดถือหรือครอบครองธงไตรรงค์ผืนที่มีอายุเก่าแก่กว่าผืนนี้เลย



โปรดคลิกที่นี่...


เพื่อฟังประวัติธงสยาม (ธงชาติไทย) ผ่านอินเตอร์เน็ต








เพลง แปดนาฬิกา
ประเภท: เพลงรำโทนปลุกใจให้รักชาติ สมัยจอมพล ป.พิบูลสงคราม

แปดนาฬิกา ได้เวลาชักธง
เราจะต้องยืนตรง เคารพธงของชาติไทย (ซ้ำ)
เราสนับสนุน ป.พิบูลสงคราม
เราจะต้องทำตาม ตามผู้นำของชาติไทย(ซ้ำ)



เพลงไตรรงค์ธงไทย
ขับร้องโดย ชัชชัย สุขขาวดี

ไตรรงค์ธงไทย ปลิวไสวสวยงามสง่า
สีแดงคือชาติ สีขาวศาสนา
สีน้ำเงินนั้นหมายว่า พระมหากษัตริย์ไทย

สีแดงคือชาติ บรรพบุรุษแลกมาด้วยหยาดเลือดโลมดิน
สู้รบจนชีพสิ้น เพื่อคงคำว่าชาติไทย
ลูกหลานไทยทั้งผอง ต้องรักษาด้วยหัวใจ
เยี่ยงบรรพชนไทย ที่เสียสละและสร้างมา

สีขาวศาสนา ทุกศาสดาล้วนสอน คุณความดีนั้นแน่นอน
และติดตัวเสมอไป บริสุทธิ์คือธรรม ปัญญาคือทางสว่างไสว
เป็นศีลธรรมประจำใจ จะรักษาไว้ด้วยความดี

สีน้ำเงิน หมายว่าพระมหากษัตริย์ ศูนย์รวมใจภักดิ์
พระทรงศักดิ์แดนสยาม พระบารมีเกรียงไกร น้ำพระทัยงดงาม
แผ่นดินร่มเย็นสุขสราญ เพราะในหลวงของปวงไทย
ไตรรงค์ธงไทย



เพลงใต้ร่มธงไทย
ประพันธ์โดย หลวงวิจิตรวาทการ

ใต้ร่มธงไทย ร่มเย็นเหมือนดังอยู่ใน
ร่มโพธิ์ ร่มไทร ที่มีกิ่งใบแน่นหนา
ชาติไทยใหญ่หลวง แต่กระจัดกระจาย
ถูกแยก แบ่งย้าย ไปอยู่หลายสาขา

เชิญพวกพ้องพี่น้องมาพร้อมกัน
เชิญอยู่ใต้ร่มธงไทย
เลือดเนื้อ เผ่าไทยนั้นควรจะมีสมานฉันท์
เหมือนน้องพี่ ชาติเชื้อเรามีสายเดียวเกี่ยวพัน
ใต้ร่มธงไทย ร่มเหมือนดังโพธิ์ไทร
ใต้ร่มธงไทย เย็นเหมือนใต้แสงจันทร์


ประวัติความเป็นมาของธงสยาม
เมื่อครั้งตามเสด็จรัชกาลที่ ๕ เสด็จประพาสยุโรปครั้งที่ ๒
ในสารคดี ชุด ๑๐๐ ปี ไกลบ้าน...ตามเสด็จพระพุทธเจ้าหลวง


๑๐๐ ปี ไกลบ้าน ตามเสด็จพระพุทธเจ้าหลวง





ประวัติความเป็นมาของธงชาติไทย
ออกอากาศในรายการคุณพระช่วย


ความเป็นมาของธงชาติสยาม ในรายการคุณพระช่วย





ประวัติความเป็นมาของธงชาติไทย
ออกอากาศในรายการ Morning Talk ช่อง NBT








แนะนำพิพิธภัณฑ์ธงสยาม
ออกอากาศรายการจดหมายเหตุกรุงศรี


ความเป็นมาของธงชาติสยาม ในรายการจดหมายเหตุกรุงศรี



กรุณาคลิกแต่ละรูป (Banner) เพื่ออ่านรายละเอียดภายใน


ธงช้างที่ปรากฏบนฟิล์มภาพยนตร์ครั้งแรก

สิ่งที่คนไทยต้องรู้และไม่ควรกระทำต่อธงช้างเผือก

พิธีเปิดพิพิธภัณฑ์ธงสยาม

ประชุมเรื่องสีมาตรฐานธงชาติไทย

นิทรรศการ ธงชาติคือเอกลักษณ์ของชาติ เอกราชของไทย

โครงการธงไตรรงค์ ธำรงไทย

 อยากรู้ประวัติธงชาติ คลิกที่นี่

พิพิธภัณฑ์ธงสยาม รวมใจให้ครูใต้





ฟังรายการวิทยุ ตะลอนทัวร์ครอบครัวไทย แนะนำพิพิธภัณฑ์ธงสยาม





กิจกรรมต่างๆ ที่ทางพิพิธภัณฑ์ธงสยามได้จัดอย่างต่อเนื่อง





เบื้องหลังรายการโทรทัศน์ต่างๆ ร่วมแนะนำพิพิธภัณฑ์ธงสยาม





อ่านหนังสือ นิตยสาร ที่ลงเรื่องราวแนะนำพิพิธภัณฑ์ฯ





ชมภาพผู้ที่สนใจเข้าเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ธงสยาม





ชมภาพพิมพ์หินธงสยามที่ปรากฏอยู่บนผังธงโลก





คลิกอ่านเรื่องราวแรกมีเสาธงในสยาม





คลิกชมคลิปเพลงชาติ โดย ITV ซึ่งมีการทำกราฟฟิคธงช้างแบบที่ใช้จริงในสมัยรัชกาลที่๕



ธัชวิทยา (อ่านว่า ทัด-ชะ-วิด-ทะ-ยา อังกฤษ: Vexillology) คือวิชาที่ว่าด้วยการศึกษาเกี่ยวกับธง
 สหพันธ์ธัชวิทยานานาชาติ - การสร้างสรรค์และพัฒนาการว่าด้วยองค์ความรู้เกี่ยวกับธงทุกประเภท ทุกรูปแบบ ทุกหน้าที่ใช้สอย และทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์และหลักการที่เป็นพื้นฐานแห่งความรู้นี้



คำสำหรับการค้นหา:
ประวัติธงชาติไทย ความหมายของธงชาติไทย ประวัติเพลงชาติ ประวัติ ของ ธงชาติ ไทย ความ หมาย ของ ธง ธงชาติ ไทย ความ หมาย ธง ไตรรงค์ ธงชาติ ไทย รูป ธง ไตรรงค์ ธงชาติ ไทย ลักษณะ ธงชาติ ไทย ธง ไตรรงค์ ธงชาติ ไทย ธงชาติสยาม ธงสยาม ธงช้าง ธงช้างเผือก ธงแห่งชาติ Thai flag Siamese flag Siam flag



เวปไซต์โดย: พิพิธภัณฑ์ธงสยาม (Siam flag museum)
พิพิธภัณฑ์ธงสยามเปิดให้เข้าชมเฉพาะวันอาทิตย์ เวลา ๑๐.๐๐ น. ถึง ๑๒.๐๐ น.
ค่าเข้าชมท่านละ ๑๐๐ บาท
โดยทุกท่านจะได้รับฟรี!!!...พวงกุญแจธงช้าง

โปรดกรุณาโทรศัพท์เพื่อจองจำนวนเข้าชมล่วงหน้าที่หมายเลข ๐๒๙๓๙๙๕๕๓ และ ๐๒๙๓๙๙๙๒๐
พิพิธภัณฑ์ธงสยาม:
๑๕ ลาดพร้าว ๔๓
อ.ห้วยขวาง กรุงเทพฯ ๑๐๓๒๐

SIAM FLAG MUSEUM:
15 Lad Phrao 43
Lad Phrao RD.
Huay Kwang
Bangkok 10320
Thailand
Official website: http://www.siamflag.org
E-mail: siamflag@hotmail.com

พิพิธภัณฑ์ธงสยาม...ยินดีรับบริจาคและรับซื้องานสะสมเก่าหรือของเก่าโบราณที่มีรูปหรือเกี่ยวเนื่องกับธงสยาม (ธงช้างเผือก) เช่น ธงช้างจริงที่ใช้สมัยรัชกาลที่ 4 และสมัยรัชกาลที่ 5 โปสการ์ดเก่า รูปถ่ายเก่า หนังสือเก่า แผนที่โบราณที่มีรูปธงช้าง ถาดเจริญธงช้าง ฯลฯ เพื่อนำของเก่าเหล่านี้ไปจัดแสดงภายในพิพิธภัณฑ์ธงสยาม...ท่านใดที่มีของเหล่านี้และสนใจที่จะบริจาคหรือขาย กรุณาติดต่อโดยตรงที่พิพิธภัณฑ์ธงสยาม หมายเลขโทรศัพท์ 02-9399553 หรืออีเมล์ siamflag@hotmail.com

ชมงานพิมพ์หินรูปธงช้าง (Siamese flag) จากที่ต่างๆ ซึ่งปรากฏอยู่บนผังธงโลก
ชมงานพิธีอัญเชิญธงสยาม ณ พิพิธภัณฑ์ธงสยาม ร่วมฉลอง ๑๐๐ ปีเสด็จประพาสยุโรป
สุดยอดงานสะสมที่เกี่ยวเนื่องกับธงสยามหรือธงช้างที่อยู่ในสมัยรัชกาลที่ ๕
ชมธงสยามแบบต่างๆ และอ่านพระราชบัญญัติว่าด้วยแบบอย่างธงสยามร.ศ. ๑๑๐
ชมภาพถ่ายโบราณที่มีธงสยามหรือธงช้างประดับอยู่ในภาพซึ่งอยู่ในช่วงสมัยรัชกาลที่ ๕
ร่วมพิสูจน์ปริศนาว่าด้วยธงสยามแบบช้างยืนพื้นนั้น...มีจริงหรือไม่?
ร่วมพิสูจน์ปริศนาว่าด้วยธงสยามแบบช้างชูงวงนั้น...มีจริงหรือไม่?
เชื่อหรือไม่...ธงช้างแบบช้างอ้วนสั้นเคยใช้รับเสด็จฯ ที่เดนมาร์กมาแล้ว
ชมภาพประวัติศาสตร์ครบรอบ ๑๐๑ ปี "ใต้ร่มช้าง วันตราดรำลึก" ณ จังหวัดตราด
ภาพวาดธงช้างจิตรกรรมฝาผนังพระที่นั่งทรงผนวชวัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม
อ่านประวัติการชักธงชาติครั้งแรกของสยาม เรื่องและภาพโดยเทพชู ทับทอง
อ่านเรื่องป้อมป้องปัจจามิตร กับเกล็ดเรื่องราว...แรกมีเสาธงในสยาม
ชมเบื้องหลังการถ่ายทำและบันทึกเทปโทรทัศน์เพื่อแนะนำพิพิธภัณฑ์ธงสยาม
ชมภาพกิจกรรมหลากหลายรูปแบบนับตั้งแต่เริ่มก่อตั้งพิพิธภัณฑ์ธงสยาม
ร่วมชมธงช้างของแท้ดั้งเดิมผืนโบราณ ณ หอจดหมายเหตุแห่งชาติจันทบุรี
พิพิธภัณฑ์ธงสยามมีความยินดีและขอต้อนรับผู้เข้าเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ทุกท่าน