| |
|
|
พิพิธภัณฑ์เฉลิมพระนคร
ประวัติและเรื่องราวงานเฉลิมพระนคร ๑๐๐ ปี
งานสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ครบ ๑๐๐ ปี
จากหนังสือ TEMPLES AND ELEPHANTS โดย คาร์ล บอค
โปรดกรุณาคลิกที่รูปข้างล่าง
งานสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ครบรอบ ๑๐๐ ปี
จากหนังสือที่ระลึกงานสมโภชกรุงฯ ๒๐๐ ปี โดยราชบัณฑิตยสถาน
โปรดกรุณาคลิกที่รูปข้างล่าง
บรรยากาศงาน เอ๊กซหิบิชั่น เมื่อสมโภชพระนคร ๑๐๐ ปี
นอกตำรา / เอนก นาวิกมูล. เขียน พูดจากกรุงเทพฯ ได้ยินไปถึงสมุทรปราการ
พ.ศ. ๒๔๒๕ กรุงรัตนโกสินทร์ฯ หรือกรุงเทพพระมหานคร มีอายุครบ ๑๐๐ ปี พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดงานที่ท้องสนามหลวงสำหรับคนได้มาดู เรียกว่างาน 'เอ๊กซฮิบิชั่น' สมัยนั้นคำว่านิทรรศการยังไม่มี เวลามีนิทรรศการท่านใช้คำทับศัพท์ว่า 'เอ๊กซฮิบิชั่น' อันมาจากคำว่า Exhibition
มีสิ่งของมาแสดงให้ความรู้แก่สาธารณชนมากมาย ไม่ว่าเพชรพลอย ภาพวาด เครื่องเขิน พันธุ์ไม้ พันธุ์ข้าว หนังสือตำรับตำรา ขนมไทย แร่ธาตุ งานช่าง หรือแม้แต่เกลือและไม้ฟืน
พระยาสีหราชฯ มีหน้าที่ปลูกโรงเอ๊กซหิบิชั่น ในประวัติท่านเขียนเล่าว่า "ได้มีสิ่งของวางในนั้น มีเครื่องราชกกุธภัณฑ์ เปนต้นฯ มีสัตว์ต่างๆ เสือโคร่ง เสือเหลือง เสือลายตลับ หมี งูต่างๆ สุนัขต่างๆ และลิงต่างๆ และมีอีกหลายอย่างหลายประการ....."
ต่อจากนี้ผมจะเล่าด้วยสำนวนปัจจุบัน เพื่อสะดวกต่อการย่อและขยายความ
ท่านว่ามีของประหลาดในเวลานั้น ๒ อย่าง อย่างหนึ่งคือจระเข้อย่างใหญ่พึ่งจะได้เห็นกัน ศีรษะของมันยาวถึงหนึ่งศอกคืบกับ ๖ นิ้ว หน้าอกก็กว้างหนึ่งศอกคืบกับ ๖ นิ้ว ส่วนความยาวนั้นยาวถึง ๗ ศอกเศษๆ เขาปล่อยให้มันอยู่ในสระที่ขุดขึ้นมา
อีกอย่างคือโทรศัพท์ หรือที่สมัยนั้นเรียกเตลิโฟน (telephone) ติดตั้งสายตั้งแต่โรงเอ๊กซหิบิชั่นลงไปจนถึงเมืองสมุทรปราการ นี่ก็นับเป็นของแปลกประหลาดเหมือนกัน ด้วยเป็นของใหม่ในสมัยรัชกาลที่ ๕ ถ้าท่านอ่านหนังสือแรกมีในสยาม เล่ม ๑ ของผม จะพบว่าหลักฐานเกี่ยวกับโทรศัพท์ในเมืองไทยเก่าสุดที่ผมพบได้แก่ข้อความในจดหมายเหตุพระราชกิจรายวัน ภาคที่ ๕ พ.ศ. ๒๔๒๑ สมัยนั้นมีการทดลองต่อสายโทรศัพท์ระหว่างกรุงเทพฯ กับสมุทรปราการแล้ว แต่ก็เป็นเรื่องของราชสำนัก ประชาชนทั่วไปยังไม่รู้จักว่าเตลิโฟนทำงานอย่างไร
ในงานฉลองพระนครครั้งนี้มีการเอาเตลิโฟนมาแสดงให้ราษฎรดู วันหนึ่งมีพวกมอญกลุ่มหนึ่งมาดูที่โรง พวกมอญไม่เชื่อว่าคนจากกรุงเทพฯ จะพูดกันได้ยินไปถึงปากน้ำหรือสมุทรปราการ เจ้าพนักงานจึงยอมให้มอญร้องทะแยลงไปในกระบอกพูดสองสามคำ ต่อจากนั้นก็ให้เอากระบอกสำหรับฟังอีกอันหนึ่งมาแนบเข้ากับหู (โทรศัพท์สมัยโน้นยังไม่มีมือจับตรงกลางอย่างปัจจุบัน)
ประเดี๋ยวเดียวเท่านั้นก็มีเสียงร้องทะแยโต้ตอบกลับมา! (สมุทรปราการมีมอญอาศัยอยู่มากมาย เจ้าพนักงานที่รับสายคงเป็นมอญ จึงร้องทะแยได้) นี่เองคนมอญจึงได้ยอมเชื่อว่าจากกรุงเทพฯสามารถพูดไปให้ได้ยินถึงปากน้ำจริง...
ที่มา : http://www.nationweekend.com/weekend/20050101/weh13.shtml
ข้าพเจ้าขออนุญาตคัดลอกคำนำจากงานพิมพ์เรื่อง
"งานแสดงนิทรรศการสินค้าพื้นเมืองไทยในพระราชพิธีสมโภชพระนครครบร้อยปี"
โดย คุณธงชัย ลิขิตพรสวรรค์
ซึ่งได้เขียนสรุปเกี่ยวกับงานแสดงนิทรรศการสินค้าดังกล่าวไว้อย่างดีมาก ดังนี้
พระราชพิธีสมโภชพระนคร คือ กรุงเทพมหานคร มีมาแล้ว 4 ครั้ง ครั้งแรกเมื่อคราวสร้างพระนครเสร็จใน พ.ศ. ๒๓๒๗ ครั้งที่ ๒ คราวครบรอบ ๑๐๐ ปี พ.ศ. ๒๔๒๕ ครั้งที่ ๓ คราวครบรอบ ๑๕๐ ปี ใน พ.ศ. ๒๔๗๕ และครั้งที่ ๔ คราวครบรอบ ๒๐๐ ปี ใน พ.ศ. ๒๕๒๕ พระราชพิธีสมโภชพระนครทั้ง ๔ คราวนี้ มีงานแลองอย่างมโหฬาร โดยเฉพาะในคราวสมโภชครบรอบ ๒๐๐ ปี ส่วนราชการและเอกชนร่วมกันฉลองกลายคราวหลายวาระ มีหนังสืออนุสรณ์มากมายหลายเล่ม
คราวสมโภชพระนครครบ ๑๕๐ ปี มีบันทึกและเอกสารชั้นต้นอยู่ในกองจดหมายเหตุแห่งชาติจำนวนมาก บางส่วนกรมศิลปากรได้นำมาจัดพิมพ์ในชื่อ พระราชพิธีฉลองพระนครครบ ๑๕๐ ปี เมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๕ นับว่าเป็นคุณูปการแก่วงการศึกษาประวัติศาสตร์เป็นอย่างยิ่ง
แต่งานสมโภชพระนครคราวครบ ๑๐๐ ปี ใน พ.ศ. ๒๔๒๕ นั้น น่าสังเกตว่าไม่ค่อยมีข้อมูลหรือเอกสารให้ศึกษามากนัก ปัจจุบันมีหนังสือที่กล่าวถึงพระราชพิธีสมโภชพระนคร ๑๐๐ ปี เพียง ๒ เล่ม คือ
๑ สมโภชพระนครครบร้อยปี พิมพ์ในงานพระราชทานเพลิงศพท้าววรคณานันท์ (ม.ร.ว. แป้ม มาลากุล) ใน พ.ศ. ๒๕๐๓ จัดพิมพ์โดยกรมศิลปากร, โรงพิมพ์รุ่งเรืองรัตน์ จำนวน ๑๑๐ หน้า
๒ มาตานุสรณ์ พิมพ์ในงานฌาปนกิจศพ นางเศรษฐบุตรสิริสาร (เวียง เศรษฐบุตร) ใน พ.ศ. ๒๕๑๓ เนื้อหาภายในเล่มเป็นการนำ หนังสือราชกิจจานุเบกษาฉบับ จ.ศ. ๑๒๔๓ เท่ากับ พ.ศ. ๒๔๒๔ ซึ่งหาอ่านได้ยากมาตีพิมพ์ซ้ำ โดยคำแนะนำของ คุณหญิงแม้นมาส ชวลิต
นอกจากนี้เป็นหนังสือที่กล่าวถึงพระราชพิธีสมโภชพระนครครบ ๑๐๐ ปี เพียงบางส่วน แต่จะถือว่าเป็นเอกสารชั้นต้นก็ได้ เพราะเป็นการบันทึกของบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องหรือได้พบเห็นพระราชพิธีสมโภชพระนคร ๑๐๐ ปี ด้วยตนเอง เช่น
๑ ท้องถิ่นสยามยุคพระพุทธเจ้าหลวง หรือ Temples and Elephants โดย คาร์ล บ็อค แปลโดย นายเสถียร พันธรังษี และน.ศ. อัมพร ทีขะระ ลงพิมพ์ครั้งแรกในหนังสือพิมพ์ชาวไทย พ.ศ. ๒๕๐๓ ๒๕๐๔ และได้รับการตีพิมพ์ซ้ำมาเรื่องๆ จนถึงปัจจุบัน นายคาร์ล บ็อค เป็นนักธรรมชาติวิทยาชาวนอร์เว ที่เดินทางเข้ามาสำรวจราชอาณาจักรสยามตอนเหนือ ได้บันทึกเรื่องพระราชพิธีสมโภชพระนครครบ ๑๐๐ ปีกับบรรยายถึงบรรยากาศของการจัดงานละเอียดพอสมควร
๒ จดหมายเหตุพระราชกิจรายวันในรัชกาลที่ ๕ ภาคที่ ๑๑-๑๓ พิมพ์ใน พ.ศ. ๒๔๗๘ และ ๒๔๗๙ กล่าวถึงการเตรียมงานพระราชพิธีสมโภชพระนครเป็นระยะๆ ว่า วันนี้รัชกาลที่ ๕ ทรงกำกับการงานอะไรบ้างแต่เป็นที่น่าแปลกประหลาด คือ วันเริ่มงานฉลองที่ประกาศว่าเริ่มแต่วันจันทร์ แรม ๑๔ ค่ำ เดือน ๕ จัตวาศก ปีมะเมีย จ.ศ. ๑๒๔๔ (ตรงกับวันทางสุริยคติคือ วันจันทร์ที่ ๒ เมษายน พ.ศ. ๒๔๒๔) ในหนังสือจดหมายเหตุพระราชกิจรายวันไม่มีวันดังกล่าว ตีพิมพ์อยู่เลย กลับขาดหายไปเฉยๆ ไม่ทราบว่าเกิดจากสาเหตุใด จดหมายเหตุพระราชกิจรายวันในรัชกาลที่ ๕ ภาคที่ ๑๒ จบช่วงท้ายลงที่วันเสาร์ขึ้น ๑๑ ค่ำ เดือน ๒ ปีมะเส็ง ตรีศก จ.ศ. ๑๒๔๓ (ตรงกับวันเสาร์ที่ ๓๑ ธ.ค. ๒๔๒๔) ในขณะที่ภาคที่ ๑๓ เริ่มต้นที่วันจันทร์แรม ๗ ค่ำ เดือน ๑ ปีมะเมีย จัตวาศก จ.ศ. ๑๒๔๔ (ตรงกับวันจันทร์ที่ ๑ ม.ค. ๒๔๒๕) หากดูตามวันทางสุริยคติแบบปัจจุบันอาจจะคิดว่าไม่ขาดหายต่อกันได้พอดี แต่ในสมัยโน้นเราจะเถลิงศกกันในเดือน ๕ หรือเดือนเมษายน ฉะนั้นช่วงต่อระหว่างภาคที่ ๑๒ กับภาคที่๑๓ นี้ จึงขาดหายไปเกือบ ๑ ปี ที่น่าเสียดายคือ เป็นช่วงที่มีการจัดงานฉลองพระนครครบ ๑๐๐ ปีพอดี เราจึงไม่มีโอกาสทราบได้เลยว่าพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงบันทึกพระราชดำริและพระราชกรณียกิจอะไรไว้บ้าง หวังเป็นอย่างยิ่งว่ากรมศิลปากร โดยเฉพาะกองหอสมุดแห่งชาติ จะมีเอกสารต้นฉบับชุดนี้กับหวังว่าจะมีการนำมาชำระพิมพ์เผยแพร่ในโอกาสอันควรต่อไป
อย่างไรก็ตามหากท่านผู้ใดอยากมองย้อนหลับไปให้เห็นภาพรวมของงานพระราชพิธีในครั้งนี้ ก็อาจศึกษาได้จากข้อเขียนของนายณัฐวุฒิ สุทธิสงคราม เรื่องงานสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์เมื่อ ๑๐๐ ปีแรก ที่พิมพ์รวมอยู่ในหนังสือที่ระลึกงานสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ ๒๐๐ ปี หน้า ๑๗๕-๑๙๘ ข้อเขียนดังกล่าวบอกให้ทราบว่างานพระราชพิธีสมโภชครั้งนี้มีกิจกรรมต่างๆ ๗ ประการด้วยกัน คือ'
๑ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้สร้างเหรียญสตพรรษมาลาขึ้นไว้เป็นที่ระลึก
๒ บูรณปฏิสังขรณ์วัดพระศรีรัตนศาสดาราม
๓ สร้างศาลยุติธรรม
๔ สร้างพระปฐมบรมราชานุสาวรีย์ (ไม่เสร็จ)
๕ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างเครื่องราชอิสริยาภรณ์ มหาจักรีบรมราชวงศ์ และ เหรียญดุษฎีมาลา
๖ การแสดงนิทรรศการสินคาพื้นเมืองไทย
๗ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีเทศนาพระราชประวัติพงศาวดารกรุงเทพและพระบวรประวัติ
กิจกรรมเหล้านี้ บางประการเราอาจเคยผ่านหูผ่านตามาบ้าง เช่น เหรียญสตพรรษมาลา เครื่องราชอิสริยาภรณ์มหาจักรีบรมราชวงศ์ หนังสือเทศนาพระราชประวัติพงศาวดารกรุงเทพฯ และพระบวรราชประวัติ การบูรณปฏิสังขรณ์วัดพระศรีรัตนศาสดาราม แต่มีอยู่ ๒ กิจกรรมที่เราไม่ค่อยคุ้นเคย หรือบางคนอาจไม่เคยทราบเลยก็ว่าได้ คือการสร้างพระปฐมบรมราชานุสาวรีย์ ซึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ วางศิลาฤกษ์อยู่บริเวณหน้าศาลแพ่งริมสนามหลวงปัจจุบัน แล้วมีปัญหาสร้างไม่เสร็จต้องทิ้งค้างเอาไว้ จนรื้อทิ้งไปคราวขยายพื้นที่ท้องสนามหลวงเมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๘
กิจกรรมอีกข้อหนึ่งที่นับเป็นสีสันของพระราชพิธีสมโภชพระนครครบ ๑๐๐ ปี คือ งานแสดงนิทรรศการสินค้าพื้นเมืองไทย ซึ่งสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอเจ้าฟ้าภาณุรังสีสว่างวงศ์ กรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช (ต้นราชสกุลภาณุพันธุ) ทรงดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการจัดงาน งานแสดงนิทรรศการครั้งนี้ทราบว่าจัดที่บริเวณท้องสนามหลวง มีการสร้างปะรำไม่ไผ่หลายหลัง มีรั้วไม้ไผ่กั้นโดยรอบ และได้จัดแสดงสินค้าถึง ๔๐ ชนิด ๔๐ห้อง โดยมีระยะเวลาให้ชมงานนานถึง ๓ เดือน นายคาร์ล บ็อค นักธรรมชาติวิทยา ชาวนอร์เว ได้กล่าวถึงงานแสดงนิทรรศการครั้งนี้เอาไว้พอสมควร โดยยกตัวอย่างสินค้าพื้นเมืองงามๆ เด่นๆ ให้ดูเป็นตัวอย่าง เช่น เครื่องเพชรพลอยและทองของพระเจ้าอยู่หัว ห้องของใช้ที่ทำด้วยเงิน ห้องแสดงหุ่นใส่เสื้อผ้าในรูปแบบต่างๆ ห้องแสดงภาพเขียนของช่างไทย ห้องแสดงเครื่องมุก เครื่องเงิน ห้องแสดงเครื่องจักสาน ห้องงาช้าง ห้องประมง ห้องแสดงแร่ธาตุและหินมีค่า ห้องแสดงอาวุธ ห้องแสดงเหรียญเงินโบราณ และที่สำคัญคือห้องแสดงพืชพันธุ์ของป่า
แต่ที่น่าเสียดายมากคือ รูปถ่ายของงานนี้แทบไม่ปรากฏให้เห็นเลย คงพบรูปถ่ายในกองจดหมายเหตุแห่งชาติเพียงรูปเดียวเท่านั้น ดังที่ได้นำมาลงเป็นปกของหนังสือเล่มนี้แล้ว
ที่น่าสนใจคือมีชาวออสเตรียคนหนึ่งชื่อ บารอน สติลเฟรด ได้เข้ามาถ่ายภาพงานแสดงนิทรรศการครั้งนี้เป็นจำนวนมาก แต่เกิดเรื่องราวฟ้องร้องเกี่ยวกับเรื่องค่าใช้จ่ายที่บารอน สติลเฟรด คิดจากทางราชการถึง ๓๗,๙๕๖ เหรียญ คุณเอนก นาวิกมูล ได้เขียนถึงเรื่องนี้ไว้ในหนังสือ ฝรั่งในเมืองสยาม จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์แสงดาว, พ.ศ. ๒๕๔๒ หน้า ๑๒๓-๑๓๕ ไว้ค่อนข้างละเอียด คดีภาพถ่ายชุดนี้ ไม่ทราบว่ายุติอย่างไรแน่ คุณเอนก นาวิกมูลกล่าวว่า บารอนถ่ายภาพในช่วงนี้ถึง ๑๐๖ โหล ซึ่งนับว่ามากโขอยู่ หากมีใครค้นพบแล้วนำมาเผยแพร่คงจะต้องจัดเป็นนิทรรศการใหญ่สักครั้งหนึ่ง
ในกรณีหลักฐานงานสมโภชพระนครครบ ๑๐๐ ปี ทางสำนักพิมพ์ต้นฉบับได้เก็บรวบรวมหนังสือเกี่ยวกับงานแสดงนิทรรศการไว้ได้ชุดหนึ่ง มีจำนวน ๔ เรื่อง หนังสือดังกล่าวมีลักษณะคลายๆ สูจิบัตรหรือคู่มือในการเที่ยวชมงานแสดงนิทรรศการ ถือว่าเป็นหนังสือหายากมาก เป็นหนังสือเล่มเล็กๆ บางๆ มี ๒๐ กว่าหน้าเท่านั้น มีโอกาสสูญหายหรือถูกทำลายได้ง่ายมาก สำนักพิมพ์เห็นว่าหากมีการจัดพิมพ์ซ้ำก็จะเป็นประโยชน์ในการศึกษา คนคว้า ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม ประเพณีโบราณเป็นอย่างมาก จึงนำมาพิมพ์เผยแพร่ในครั้งนี้
(บน) เหรียญที่ระลึกด้านหน้าและด้านหลังเนื้อต่างๆ ที่พระราชทานผู้ช่วยในการแนชันนาลเอกษฮีบิชันที่สนามหลวง
กรุณาคลิกแต่ละบาญชีข้างล่างเพื่ออ่านรายละเอียดภายใน
สืบค้น ชวนกันเล่าเรื่อง สมโภชกรุง ๑๐๐ ปี
- งานฉลองครบรอบ 100 ปี (พ.ศ. ๒๔๒๕) ที่สถาปนากรุงเทพเป็นราชธานี ในเดือนเมษายน โรงเรียนวังหลังได้ร่วมออกแสดงนิทรรศการการศึกษาของเด็กไทย และตั้งแสดงงานฝีมือในร้านของสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชเทวี คือสมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า (In the Bangkok Centennial Celebration in April 1882, Wanglang School participated in Thai children education exhibition and the school pupils handicrafts were on show in Somdej Phra Panvassas stall (She was the royal Grandmother of King Bhumiphol).
ข้อมูลโดย: พิพิธภัณฑ์โรงเรียนกุลสตรีวังหลัง-วัฒนาวิทยาลัย (http://www.wanglangwattana.org/museum/history_3~th.html)
THB MISSIONS IN SIAM. 255
to be Principal of the Royal College at Bangkok and Super-
intendent of Public Instruction at large is noteworlhy. It
is also to be remembered, that at the Bangkok Centennial Cele-
bration, in 1882, the king bought the entire exhibit made by the
girls' school and also presented silver medals to the principals in
charge of it. His interest is still continued, and it ia hoped that the
policy of the government toward female education may be com-
pletely changed ; that the young women of Siam may be " ele-
vated to walk side by side with their husbands and brothers,"
before whom is set a high standard of education.
ข้อมูลโดย: Full text of "Historical sketches of the missions under the care of the Board of Foreign Missions of the Presbyterian Church"(http://www.archive.org/stream/cu31924031766466/cu31924031766466_djvu.txt)
พิพิธภัณฑ์เฉลิมพระนคร
ที่อยู่: ๑๕ ลาดพร้าว ๔๓ กรุงเทพ ๑๐๓๑๐
โทรศัพท์: ๐๒๙๓๙๙๕๕๓ โทรสาร: ๐๒๙๓๙๙๕๕๒
(กรุณาโทรจองเพื่อเข้าชมพิพิธภัณฑ์ฯ ล่วงหน้า เนื่องจากเหรียญที่ระลึกต่างๆ มีมูลค่าสูงมาก จึงมิได้นำมาจัดแสดงไว้ในพิพิธภัณฑ์อย่างถาวร)
BANGKOK COMMEMORATION MUSEUM.
Official website: www.bangkokmuseum.org
Address: 15 Ladphrao 43, Bangkok 10310.
Tel: 029399553 Fax: 029399552
E-mail: bangkokmuseum@hotmail.com
|