พิพิธภัณฑ์เฉลิมพระนคร:

ชมงานสะสมเฉลิมพระนคร
สุดยอดหายาก!!!


เหรียญดุษฎีมาลา
หรือเหรียญทรงยินดี
เข็มราชการในพระองค์
เฉลิมพระนคร ๑๐๐ ปี


เหรียญสตพรรษมาลา
หรือเหรียญ ๕ รัชกาล
เฉลิมพระนคร ๑๐๐ ปี


เหรียญที่ระลึกพระราชทาน
ผู้ช่วยในการ
แนชันนาลเอกษฮีบิชัน
ที่ท้องสนามหลวง
สมโภชพระนคร ๑๐๐ ปี


เหรียญบูรณะวัดพระแก้ว
เฉลิมพระนคร ๑๐๐ ปี


เหรียญพระแก้วมรกต
ฉลองพระนคร ๑๕๐ ปี
เนื้อเงิน บล๊อคเจนีวา


ภาพพิมพ์หิน
ฉลองพระนคร ๑๕๐ ปี
ของบริษัทยาสูบซำมุ้ย


งานเฉลิมพระนคร
บนหนังสือพิมพ์อิตาลี


ปฏิทินสงกรานต์
เฉลิมพระนคร ๑๕๐ ปี


เหรียญเฉลิมพระนคร
ฉลองเปิดสะพานพุทธ


เข็มกลัดต่างๆ ที่ออก
ในงานเฉลิมพระนคร


ถ้วยรางวัลที่ระลึก
ในการจัดงานมหรสพ
เฉลิมพระนคร ๑๕๐ ปี


เหรียญรวมพระพักตร์
๗ รัชกาลเฉลิมพระนคร


เหรียญเฉลิมพระนคร ๑๕๐ ปี


เหรียญฉลองกรุง ๒๐๐ ปี
ทั้งแบบทองคำ เงิน ขัดเงา ตัวตลก


เหรียญพระราชทานเป็นที่ระลึก
สมโภชกรุง ๒๐๐ ปี แพรแถบ


เหรียญพระแก้วมรกต ๓ ฤดู
เนื้อทองคำ ฉลองกรุง ๒๐๐ ปี


พิพิธภัณฑ์เฉลิมพระนคร



งานสะสมต่างๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับงานเฉลิมพระนคร ๑๐๐ ปี




เหรียญดุษฎีมาลา หรือ เหรียญทรงยินดี (เข็มราชการในพระองค์) เฉลิมพระนคร ๑๐๐ ปี พ.ศ. ๒๔๒๕















กรุณาคลิกที่รูปข้างล่างเพื่อชมเป็นภาพใหญ่








เหรียญดุษฎีมาลา หรือเหรียญทรงยินดี และเข็มราชการในพระองค์

เหรียญดุษฎีมาลา หรือที่เรียกกันว่า เหรียญทรงยินดี เป็นเหรียญที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงโปรดฯ ให้สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๒๕ อันเป็นปีมหามงคลสมัยครบ ๑๐๐ ปี แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ และเพื่อเป็นพระบรมราชานุสรณ์ในการระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกปฐมบรมจักรีวงศ์ จึงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างเครื่องราชอิสริยยศ มีนามว่า “เครื่องราชอิสริยยศอันมีเกียรติคุณรุ่งเรืองยิ่งมหาจักรีบรมราชวงศ์” สำหรับพระราชทานแก่พระบรมศานุวงศ์ ที่ได้ดำรงรักษาราชประเพณีและรักษาความสามัคคีในราชตระกูลให้ยั่งยืนสืบมา

นอกจากนี้พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราชดำริว่า ข้าราชการที่ได้รับราชการมาด้วยดี มีความสามารถ ทำคุณประโยชน์ยิ่งใหญ่แก่บ้านเมืองนั้น ควรจะได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยยศด้วย พระองค์จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างเหรียญ “ดุษฎีมาลา” ขึ้น

ข้อมูลเหรียญ

ลักษณะ : กลมรี สันขอบเรียบ

ด้านหน้า : มีพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ภายในวงขอบเหรียญมีประปรมาภิไธยว่า “จุฬาลังกรณว์หัส์ส ปรมราชาธิราชิโน” ขอบล่างเป็นช่อชัยพฤกษ์ไขว้กัน มีอักษรโรมันตัวเล็กว่า “J.S & A.B WYON SC“ เบื้องบนมีพระแสงขรรค์ชัยศรีกับธารพระกรไขว้กันมีห่วงยึดกับแผ่นโลหะจารึกว่า “ทรงยินดี”

ด้านหลัง : เป็นรูปพระสยามเทวาธิราช ทรงพระขรรค์ยืนแท่นพิงโล่ตราแผ่นดิน ภายในวงขอบเหรียญมีภาษมคธว่า “สยามิน์ทปรมราช ตุฏธิป์ปเวทนํอิทํ” ใต้แท่นมีเลข ๑๒๔๔

ชนิด : ทองคำ เงินกะไหล่ทอง เงิน และสำริด

ขนาด : กว้าง ๔๑ มิลลิเมตร ยาว ๔๖ มิลลิเมตร

และนอกจากเหรียญดุษฎีมาลาแล้ว ยังทรงกำหนดให้มี เข็มพระราชทานหรือเข็มศิลปวิทยา ประกอบกับเหรียญรวม ๕ ชนิดด้วย ดังนี้

๑. เข็มราชการในพระองค์ สำหรับพระราชทานผู้ที่รับราชการในพระองค์และรัชทายาทหรือผู้สืบบรมราชตระกูลและผู้มีความดีความชอบพิเศษ

๒. เข็มราชการแผ่นดิน สำหรับพระราชทานผู้ที่มีความชอบ ทำประโยชน์อย่างยิ่งแก่ราชการ แต่ยังไม่ควรถึงจะได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ช้างเผือกและมงกุฎสยาม

๓. เข็มศิลปวิทยา สำหรับพระราชทานผู้ที่เป็นนักปราชญ์ราชกวี นายช่างและช่างฝีมือพิเศษ หรือผู้ที่ได้แต่งหนังสือตำราวิทยาการต่างๆ ซึ่งมีคุณประโยชน์ต่อราชการแผ่นดิน

๔. เข็มความกรุณา สำหรับพระราชทานผู้ที่บริจาคช่วยเหลือต่อเพื่อนมนุษย์ หรือช่วยเหลือผู้ประสบภัยอันตราย ให้รอดพ้นด้วยกำลังความสามารถแม้จะเสี่ยงต่อชีวิตของตน

๕. เข็มกล้าหาญ สำหรับพระราชทานแก่นายทหารทั้งขั้นผู้ใหญ่และผู้น้อยทั้งกองทัพบก กองทัพเรือ แชะขาราชการในกองทัพ ไพร่หลวง ไพร่สมทั้งหลายที่ได้ต่อสู้ข้าศึกศัตรูด้วยความภักดีต่อแผ่นดิน

สำหรับเข็มดังกล่าวจะใช้กลัดติดกับแถบแพรเพื่อเป็นเครื่องหมายแสดงคุณพิเศษตามสาขาของผู้ได้รับ

เหรียญดุษฎีมาลา นี้เป็นเหรียญที่ออกแบบโดย สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ส่วนสาเหตุที่นิยมเรียกกันว่า “เหรียญทรงยินดี” นั้น นอกจากมีคำว่า ทรงยินดี ปรากฏอยู่บนเหรียญแล้ว สันนิษฐานว่า อาจเป็นพระราชประสงค์ที่พระองค์ทรงโปรดฯ ให้สร้างขึ้นในวาระการสถาปนาพระนครครบ ๑๐๐ ปี ด้วย

ด้านหน้า มีพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว วงขอบเหรียญมีพระปรมาภิไธยว่า “จุฬาลังกรณว์หัส์ส ปรมราชาธิราชิโน” ขอบล่างเป็นช่อชัยพฤกษ์ไขว้กัน มีอักษรโรมันตัวเล็กว่า “J.S & A.B WYON SC“ เบื้องบนมีพระขรรค์ไชยศรีกับธารพระกรไขว้กัน มีห่วงยึดกับเหรียญ และติดแผ่นโลหะจารึกว่า “ทรงยินดี”

ด้านหลัง เป็นรูปพระสยามเทวาธิราช ทรงพระขรรค์ยืนแท่นพิงโล่ตราแผ่นดิน พระหัตถ์ขวาทรงพวงมาลัย เว้นพื้นที่ไว้สำหรับจารึกชื่อผู้ได้รับพระราชทาน ใต้แท่นมีเลข ๑๒๔๔ บอกจุลศักราชที่สร้างและมีอักษรรอบขอบเหรียญเป็นภาษามคธว่า “สยามิน์ทปรมราช ตุฏธิป์ปเวทนํอิทํ” แปลว่า “เหรียญนี้เป็นเครื่องหมายแสดงความยินดีของพระราชาผู้ยิ่งใหญ่ คือ พระเจ้ากรุงสยาม”

ส่วนหลักเกณฑ์การพระราชทาน “เหรียญดุษฎีมาลา” นั้น แต่เดิม พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จะทรงเป็นผู้วินิจฉัยเพียงพระองค์เดียว บางครั้งผู้รับพระราชทานนั้นอาจกราบบังคมทูลขอเองก็มี หรือผู้บังคับบัญชาเจ้ากระทรวงอาจกราบบังคมทูลขอพระราชทานให้ก็มี ถ้าทรงพิจารณาเห็นสมควรก็จะทรงโปรดเกล้าฯ พระราชทานให้

ต่อมาได้เปลี่ยนหลักเกณฑ์ใหม่ในการพิจารณาโดยการให้เหล่าเสนาบดี เจ้ากระทรวงเป็นผู้วินิจฉัยในขั้นแรกก่อน เมื่อเห็นควรแล้วจึงค่อยเสนอให้พระองค์ทรงมีพระราชวินิจฉัยเพื่อพระราชทานต่อไป แต่ถ้าผู้ที่ได้รับพระราชวินิจฉัยให้ได้รับพระราชทาน ปฏิบัติตนไม่สมกับเกียรติยศที่ได้รับหรือมีความผิดเป็นขบถได้รับโทษที่รุนแรงก็จะมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ถอดออกจากเกียรติยศนั้น และเรียกเหรียญคืน ตลอดจนงดเบี้ยหวัดเบี้ยเลี้ยงที่ได้รับตามพระราชบัญญัติเครื่องราชย์ฯ นั้นทั้งหมด

เหรียญดุษฎีมาลา หรือ “เหรียญทรงยินดี” ใช้ห้อยกับแพรแถบริ้วแดง ริ้วขาวสำหรับทหารหรือผู้ได้รับพระราชทานเป็นเจ้านาย และแพรแถบริ้วขาว ริ้วสีชมพูสำหรับฝ่ายพลเรือน โดยให้ประดับที่อกเสื้อเบื้องซ้าย ส่วนสุภาพสตรีใช้ห้อยกับแพรแถบผูกเป็นรูปแมลงปอ

ต่อมาในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงโปรดฯ ให้แก้ไขขนาดของเหรียญนี้ให้เล็กลงกว่าของเดิม โดยมีขนาดกว้าง ๓๑ มิลลิเมตร สูง ๓๙ มิลลิเมตร และงดการพระราชทานเข็มราชการควบคู่ด้วย


อักษรรอบขอบนอกเป็นภาษามคธว่า "สยามิน์ทปรมราชตุฏ์ฐีป์ปเวทนํอิทํ"
แปลว่า "เหรียญนี้เป็นเครื่องหมายแสดงความยินดีของพระราชาผู้ยิ่งใหญ่คือ พระเจ้ากรุงสยาม"
ริมขอบนอกของเหรียญมีอักษรมคธว่า สัพ์เพสํสํฆภูตานํ สามัค์คี วุฑ์ฒิสาธิกา
แปลว่า "ความสามัคคีของบุคคลผู้รวมกันเป็นหมู่คณะย่อมเป็นเครื่องยังความเจริญให้สำเร็จ"


เนื่องในงานสมโภชพระนครครอบรอบ ๑๐๐ ปี พระบาทสมเด็จพระปิยมหาราชได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติเครื่องราชอิสริยาภรณ์ “มหาจักรีบรมราชวงศ์” และเหรียญ “ดุษฎีมาลา” เรื่องทรงสร้างเครื่องราชอิสริยาภรณ์และเหรียญดังกล่าวมานี้ ปรากฏข้อความพิสดารอยู่ในประกาศพระบรมราชโองการซึ่งอาลักษณ์ได้อ่านถวายที่พลับพลาจตุรมุข ณ ท้องสนามหลวง ในวันบรรจบครบ ๑๐๐ ปีแรก เมื่อวันที่ ๒๑ เมษายน พ.ศ. ๒๔๒๕ มีข้อความดังต่อไปนี้

“สมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระเจ้าแผ่นดินสยามและเป็นบรมราชาธิราชแห่งดินแดนที่ใกล้เคียง คือ ลาวเฉียง ลาวกาว มลายู กะเหรี่ยง และอื่นๆ ผู้เป็นเจ้าเป็นใหญ่ของเครื่องราชอิศริยยศ และเหรียญเครื่องประดับสำหรับความชอบต่างๆ

ขอประกาศแก่พระบรมวงศานุวงศ์ ฝ่ายน่า ฝ่ายใน เสนาบดี ข้าราชการผู้ใหญ่ผู้น้อย ซึ่งได้มาประชุมในที่นี้ ฤาผู้ใดผู้หนึ่ง ซึ่งได้พบคำประกาศอันนี้ให้ทราบทั่วกันว่าเราดำริเห็นว่าในเวลาวันนี้เป็นวันมงคลสมัย ซึ่งบรรจบครบรอบร้อยปีที่ ๑ นับตั้งแต่สมเด็จพระบรมมหาไปยกาธิราช คือสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกปฐมบรมราชกษัตริย์ ในมหาจักรีบรมราชวงศ์ คือพระบรมราชวงศ์ปัจจุบันนี้ได้ทรงสถาปนากรุงรัตนโกสินทรมหินทรายุธยาเป็นบรมราชธานีมหานครใหญ่ และเสด็จดำรงรัตนราไชยมไหยสวรรย์สืบบรมราชสันตติวงศ์ เนื่องมาจนกาลบัดนี้ จึงได้พร้อมด้วยพระบรมวงศานุวงศ์ และข้าราชการทั้งปวงมาประชุมกันก่อนพระฤกษ์ที่ระลึกถึงพระเดชพระคุณพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวปฐมบรมราชวงศ์ พระองค์นั้น ซึ่งเรียกนามที่นี้ต่อไปภายหน้าว่าปฐมบรมราชานุสาวรีย์ บัดนี้ได้วางศิลาฤกษ์นั้นแล้ว

เพราะเพื่อจะให้เป็นที่ระลึกถึงพระเดชพระคุณความดีของพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวปฐมบรมราชวงศ์ ซึ่งได้ทรงประดิษฐานมหาจักรีบรมราชวงศ์ ได้ดำรงพิภพกรุงสยามโดยความผาสุกสวัสดิ์ มิได้มีการรบพุ่งชิงไชยในพระนครเหมือนอย่างแต่ก่อนและพระเจ้าแผ่นดินในพระบรมราชวงศ์นี้เล่า ก็เสด็จอยู่ในธรรมิกวัตตานุวัตโดยบรมราชประเพณีสืบมา มิได้ผันแปรวิปปริตไปต่างๆ เหมือนอย่างที่เคยเป็นมาในกาลก่อน และพระบรมราชวงศานุวงศ์ทรงเสวยสุขสโมสรสามัคคีตั้งอยู่พรักพร้อมมิได้มีเหตุร้าวรานยิ่งใหญ่จนถึงให้เกิดการอันตรายขึ้นในบรมราชวงศ์แต่สักครั้งหนึ่งไม่ การซึ่งพระบรมราชวงศ์ได้ดำรงแผ่นดินเรียบร้อยราบคาบมาทั้งภายนอกภายในได้ถึงร้อยปีดังนี้ มิได้เคยมีปรากฏในสยามราชพงศาวดารแต่ก่อนๆ มาเลย ควรเป็นมหัศจรรย์ เพื่อจะให้เป็นสำคัญในการพิเศษของพระบรมราชวงศ์นี้ เราจึงได้ให้สร้างเครื่องราชอิศริยยศอันประดับลวดลายล้วนแล้วด้วยที่หมายของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวปฐมบรมมหาจักรีบรมราชวงศ์ เป็นเครื่องประดับสำหรับพระบรมวงศานุวงศ์ ทั้งฝ่ายน่า ฝ่ายใน ที่ระลึกถึงพระเดชพระคุณ พระเจ้าอยู่หัวปฐมบรมราชวงศ์ ดุจหนึ่งว่าพระองค์ได้พระราชทานแด่พระราชวงศ์นุวงศ์ ของพระองค์ผู้ได้ดำรงรักษาแบบประเพณีสำหรับแผ่นดินสืบไป

อนึ่งเพื่อจะได้เป็นที่ระลึกพระเดชพระคุณพระบาทสมเด็จพระเจ้าแผ่นดิน ซึ่งเป็นต้นพระบรมวงศ์ ซึ่งสืบสัตติวงศ์มาโดยลำดับ ดังจะได้เป็นที่หมายแห่งความยินดีของเราให้เป็นที่ระลึกแห่งสิ่งสำคัญของเราให้เป็นสมัยบรรจบครบรอบร้อยปีนี้ เราจึงได้สร้างเหรียญเครื่องประดับอีกอย่างหนึ่งสำหรับเป็นรางวัลสำแดงคุณพิเศษ ความดีความชอบแห่งท่านทั้งปวง ตั้งแต่พระบรมวงศานุวงศ์ตลอดลงไปจนข้าราชการผู้ใหญ่ผู้น้อย ขุนหมื่นกรมการ ไร่หลวงไร่สม ซึ่งไดรับราชการฉลองพระเดชพระคุณ โดยใจภักดีซื่อสัตย์ต่อราชการ ตามคุณพิเศษ ความดีความชอบต่างๆ

อีกประการหนึ่งจะได้ไว้สำหรับเป็นรางวัลแก่ผู้ที่ได้รับราชการโดยกตัญญูซื่อสัตย์ภักดีในตัวเราและราชการแผ่นดินกับผู้ที่มีความเมตตากรุณาต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ทั้งผู้ที่มีความกล้าหาญสู้สละชีวิตออกต่อสู้ข้าศึกศัตรู เพื่อจะรักษาราชการและบ้านเมืองอันเป็นที่เกิดแห่งตน ชนผู้น้อยที่ได้รับราชการฉลองพระเดชพรุคุณดังที่กล่าวมานี้ก็ยังไม่มีสิ่งสำคัญอันใดที่จะให้ปรากฏแปลกประหลาดเป็นรางวัลแก่ผู้ที่มีความชอบด้วยดังนี้ให้พิเศษกว่าเพื่อนข้าราชการด้วยกันได้ เพราะเครื่องอิสริยยศทั้งสามอย่างนั้นก็มีกำหนด สำหรับพระราชทานต่อผู้มีความชอบ ที่มียศบรรดาศักดิ์สูง ทั้งเหรียญจักรมาลานั้นก็เป็นของสำหรับพระราชทานเฉพาะทหารที่รับราชการนาน มีความดีความชอบ ไม่มีความผิดร้ายในราชการ และเหรียญบุษปมาลากับตรารัตนาภรณ์นั้นเล่าก็เป็นแต่เหรียญสำหรับผู้ดี ที่มีวิชาการช่าง หาได้พระราชทานตลอดทั่วหน้ากันไม่ ผู้ที่มีความดีความชอบฝ่ายข้างกล้าหาญ และมีจิตเมตตากรุณาต่อเพื่อนมนุษย์ชาติเดียวกัน ก็ยังไม่มีสิ่งสำคัญเป็นที่หมายแห่งความยินดีของเรา ให้เป็นความพิเศษแปลกประหลาดไปได้ เพราะฉะนั้นเป็นความประสงค์ของเราอย่างยิ่ง ที่จะรางวัลผู้ที่มีความชอบดังกล่าวมานี้ให้เป็นเกียรติยศที่ระลึกแห่งเราและรัชทายาท ฤาผู้ซึ่งจะสืบอายะติกะราชสันตติวงศ์ ในพระบรมราชจักรีนี้ต่อไปจึงได้จัดสร้างเหรียญประดับนี้ขึ้นชื่อว่า ดุษฎีมาลา สำหรับทหารและพลเรือนทั้งผู้ใหญ่ผู้น้อยซึ่งมีความภักดีต่อราชการจะได้รับสิ่งสำคัญเป็นที่หมายความดีของเราปรากฏไปสิ้นกาลนาน เพื่อจะได้ช่วยกันรับราชการฉลองพระเดชพระคุณสืบไป

ขอให้พระบรมวงศานุวงศ์ทั้งฝ่ายน่า ฝ่ายใน ผู้ซึ่งจะได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์มหาจักรีบรมราชวงศ์และผู้ซึ่งได้รับเหรียญเครื่องประดับสำหรับความดีความชอบชื่อดุษฎีมาลาต่อไปภายหน้า แลขอให้มหาจักรีบรมราชวงศ์ดำรงยืนยาว อยู่ในอิศริยยศเป็นอนันตสาธารณถาวรทุกเมื่อ เป็นเหตุให้ท่านทั้งหลายทั้งปวงผู้ได้รับเครื่องราชอิศริยยศ และเหรียญดุษฎีมาลา ได้เจริญสุขสถาพรศุภสวัสดิพิพัฒนผลทุกประการ เทอญ

ประกาศนี้ส่งไปแต่พลับพลาจัตุรมุข ในท้องสนามหลวง ตั้งแต่ ณ วันศุกร์ ขึ้น ๔ ค่ำ เดือน ๖ ปีมะเมีย จัตวาศก ๑๕ ศักราช ๑๒๔๔ (ตรงกับวันที่ ๒๑ เมษายน พ.ศ. ๒๔๒๕ วันครบรอบร้อยปีแรก) เป็นปีที่ ๑๕ ฤาวันที่ ๔๙๑๐ ในรัชกาลปัตยุบันนี้ฯ”

ด้วยเหตุดังกล่าวมาเครื่องราชอิสริยาภรณ์ “มหาจักรีบรมราชวงศ์” และเหรียญ “ดุษฎีมาลา” จึงมีขึ้นเป็นปฐมเมื่อสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ครบร้อยปีแรก ด้วยประการฉะนี้

เห็นสมควรยุติเรื่องทรงพระกรุณาโปรดเกลาฯ ให้สร้างเครื่องราชอิสริยาภรณ์ “มหาจักรีบรมราชวงศ์” และเหรียญ “ดุษฎีมาลา” โดยสังเขปแต่เพียงนี้ ...

ที่มา : หนังสือที่ระลึกงานสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ ๒๐๐ ปี ราชบัณฑิตยสถาน พุทธศักราช ๒๕๒๕ เรื่องงานสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์เมื่อครบ ๑๐๐ ปีแรก โดย นายณัฐวุฒิ สุทธิสงคราม ราชบัณฑิตประเภทประวัติศาสตร์ สาขาวิชาประวัติศาสตร์ไทย หน้า ๑๙๒ – ๑๙๔





เหรียญสตพรรษมาลา หรือ เหรียญ ๕ รัชกาล พ.ศ. ๒๔๒๕














ในปี พ.ศ. ๒๔๒๔ ก่อนปีที่จะมีการจัดงานสมโภชพระนครครบ ๑๐๐ ปี พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เตรียมการพิธีสมโภชพระนครอย่างยิ่งใหญ่ เพื่อเป็นการสนองพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทั้ง ๔ พระองค์ แห่งบรมราชวงศ์จักรี
ก่อนพิธีฉลองการสมโภชจะเริ่ม ได้ทรงโปรดฯ ให้มีการจัดงานขึ้นหลายอย่างเป็นต้นว่า :
- การบูรณปฏิสังขรณ์วัดพระศรีรัตนศาสดารามเพื่อความเป็นสิริมงคล
-การหล่อพระบรมรูปรัชกาลที่ ๑-๔ เพื่อถวายบังคมระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ
-ทรงโปรดฯ ให้สร้างพระที่นั่งศิวาลัยมหาปราสาทเป็นที่ประดิษฐานพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช
-สร้างปราสาทศิลาถวายเป็นพระบรมราชานุสาวรีย์แด่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ณ บริเวณทั้งสนามหลวง
-สร้างศาลสถิตยุติธรรม
-ได้เตรียมงานการแสดงสินค้าแห่งชาติ “นิทรรศการแนชันนาลเอกษฮีบิชัน” (National Exhibition) เป็นต้น

ข้อมูลเหรียญ
ลักษณะ : กลมแบน วงนอกมีขอบรัศมีโดยรอบ ๒๐ แฉก
ด้านหน้า : มีพระบรมรูปตั้งแต่รัชกาลที่ ๑ ถึงรัชกาลที่ ๕ ซ้อนกัน มีอักษรขนาดเล็กอยู่ริมขอบเหรียญว่า
“พ.บ.ส. พระปรโมรุราชามหาจักรีบรมนาถ พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกย์
พ.บ.ส. พระปรมพงษเชษฐมเหศวรสุนทร พระพุทธเลิศหล้านภาลัย
พ.บ.ส. พระปรมาธิวรเสฐ มหาเจษฎาบดินทร์ พระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว
พ.บ.ส. พระปรเมทรมหามงกุฎ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
พ.บ.ส. พระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว”
ด้านล่างมีอักษรว่า “จีรํรชเช ปติฏฐาตุ”
และมีอักษรว่า “เบนซอน” ใต้พระบรมรูป
ด้านหลัง : มีข้อความวัตถุประสงค์การจัดงานพระราชพิธี (ดูรายละเอียดภายในเรื่อง)
ชนิด : ทองคำ เงิน ทองแดง ทองแดงกะไหล่ทอง ทองแดงกะไหล่เงิน
ขนาด : เส้นผ่าศูนย์กลาง ๖๓ มิลลิเมตร

นอกจากนี้พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ยังทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้าง “เหรียญสตพรรษมาลา” และเหรียญสมโภชพระนคร (มีคำอธิบายอยู่ในหมวดเหรียญที่ระลึก หน้า ๑๖๗) สำหรับพระราชทานเป็นที่ระลึกภายในงาน

สำหรับเหรียญสตพรรษมาลา เป็นเหรียญลักษณะกลมแบน มีทั้งทองคำ เงิน และทองแดง มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง ๖๒ มิลลิเมตร ที่ขอบมีรัศมีโดยรอบ ๒๐ แฉก

ด้านหน้า มีพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวแห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ ๕ รัชกาล ตั้งแต่รัชกาลที่ ๑ ถึงรัชกาลที่ ๕ มีอักษรปรากฏอยู่ริมขอบเหรียญว่า “พ.บ.ส. พระปรโมรุราชามหาจักรีบรมนาถ พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกย์ พ.บ.ส. พระปรมพงษเชษฐมเหศวรสุนทร พระพุทธเลิศหล้านภาลัย พ.บ.ส. พระปรมาธิวรเสฐมหาเจษฎาบดินทร์ พระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว พ.บ.ส. พระปรเมทรมหามงกุฎ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พ.บ.ส. พระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว” เบื้องล่างมีอักษรว่า “จีรํรชเช ปติฏฐาตุ” และมีอักษรคำว่า “เบนซอน” ใต้พระบรมรูป (เบนซอน เป็นชื่อของบริษัทฯ ผู้พิมพ์เหรียญ)

ด้านหลัง ภายในขอบวงกลมกลางเหรียญด้านบนมีรูปจักรตรี และมีอักษรว่า “การสมโภชพระนคร เฉลิมกรุงรัตนสินทรมหินทรายุทธยาบางกอก ในการบรรจบรอบ ๑๐๐ ปี ที่ ๑ ตั้งแต่วัน ๑ฯ๑๐ ๖ ค่ำ ปีขาน จัตวาศก ๑๑๔๔ เปนปีที่ ๑ ในรัชกาลพระบาทสมเดจพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกย์ จนถึง ณ วัน ๖ฯ๔ ๖ ค่ำ ปีมะเมีย จัตวาศก ๑๒๔๔ เปนปีที่ ๑๕ ในรัชกาลของพระบาทสมเดจพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ปัจจุบันนี้” ส่วนที่ขอบเหรียญมีรูปตราเครื่องหมายประจำรัชกาล ตราอุณาโลมคั่น และมีอักษรดังต่อไปนี้

“(ตราปทุมอุณาโลม) พ.บ.ส. พระรามาธิบดีที่ ๔ พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกย์ ปราบดาภิเษก ณ วันที่ ๕ฯ๔ ๘ ค่ำ ปีขาน จัตวาศก๑ จ.ศ.ร. ๑๑๔๔
(ตราครุฑ) พ.บ.ส. พระรามาธิบดีที่ ๕ พระพุทธเลิศหลานภาลัย ปราบดาภิเษก ณ วัน ๑ฯ๙ ๑๐ ค่ำ ปีมะเส็ง เอกศก๑ จ.ศ.ร. ๑๑๗๑
(ตราปราสาท) พ.บ.ส. พระรามาธิบดีที่ ๖ พระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว บรมราชาภิเษก ณ วัน ๑ฯ๗ ๙ ค่ำ ปีวอก ฉศก๑ จ.ศ.ร. ๑๑๘๖
(ตรามหามงกุฎ) พ.บ.ส. พระปรเมนทรมหามงกุฎ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว บรมราชาภิเษก ณ วัน ๖ฯ๑๕ ๖ ค่ำ ปีกุน ตรีศก๑ จ.ศ.ร. ๑๒๑๓
(ตราจุลมงกุฎ) พ.บ.ส. พระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว บรมราชาภิเษก ณ วัน ๔ฯ๙ ๑๒ ๑๒ ค่ำ ปีมะโรง สัมฤทธิศก๑ จ.ศ.ร. ๑๒๓๐”
เหรียญสตพรรษมาลานั้น มีความคล้ายกับเหรียญสมโภชพระนคร ๑๐๐ ปี ทุกประการ แต่แตกต่างกันตรงที่เหรียญสมโภชพระนคร ๑๐๐ ปี นั้นมีขอบที่กลมเรียบ

ส่วนหลักเกณฑ์ในการพระราชทานนั้น พระองค์จะทรงพระราชทานให้ทั้งเจ้านายฝ่ายนอกและฝ่ายใน ตั้งแต่ชั้นพระองค์เจ้าและเจ้าพระยาขึ้นไปจะได้รับเฉพาะเหรียญทอง ส่วนเหรียญเงินและทองแดงนั้นจะพระราชทานแก่ผู้ที่รองตามลำดับชั้นลงมา ส่วนการประดับนั้นจะใช้ห้อยกับแพรแถบผ้าสีแดงกับสีขาว



เหรียญที่ระลึกในการบูรณปฏิสังขรณ์วัดพระศรีรัตนศาสดาราม
เพื่อสมโภชกรุงเทพครบ ๑๐๐ ปี พ.ศ. ๒๔๒๕
















วัดพระศรีรัตนศาสดาราม หรือที่ชาวบ้านเรียกกันทั่วไปว่า วัดพระแก้ว เป็นวัดที่กล่าวยกย่องกันว่าเป็น “หลักของพระนคร” เพราะเป็นพระอารามหลวงที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกรัชกาลที่ ๑ ปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรีทรงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นพร้อมกับการสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ เมื่อปี พ.ศ.๒๓๒๕ แต่มาแล้วเสร็จในปี พ.ศ. ๒๓๒๗ เป็นวัดที่สร้างในเขตพระบรมมหาราชวังตามแบบวัดพระศรีสรรเพชญ์ในสมัยอยุธยา ตั้งอยู่ในเขตพระราชฐานชั้นนอกทางทิศตะวันออก ใช้เป็นสถานที่ในการประกอบพระราชพิธีของราชสำนักต่างๆ เช่น พระราชพิธีสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช พระราชพิธีทรงผนวช พระราชพิธีถือน้ำพิพัฒน์สัตยาและรัฐพิธีที่สำคัญ และยังเป็นที่ประดิษฐานของพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร หรือ พระแก้วมรกต พระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองของประเทศ
ข้อมูลเหรียญ
ลักษณะ : กลมแบน สันขอบเรียบ
ด้านหน้า : เป็นพระบรมรูปรัชกาลที่ ๕ ครึ่งพระองค์ ผินพระพักตร์ทางเบื้องซ้ายของเหรียญ ฉลองพระองค์พลเรือน เรียกว่า แบบเสื้อยันต์ ริมขอบเหรียญมีพระปรมภิไธย “พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ บดินทรเทพมหามงกุฎ บุรุษรัตนราชรวิวงษ์ วรุตมพงษ์บริพัตร วรขัติราชบิกโรดม จาตุรันตบรมมหาจักรพรรดิ ราชสังกาศ บรมธรรมิกมหาราช บรมนารถบพิตร พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว” ด้านหลัง : เป็นภาพวัดพระแก้วและด้านล่างมีข้อความว่า “การฉลองวัดพระศรีรัตนศาสดาราม จุลศักราช ๑๒๔๔” และริมขอบเหรียญมีข้อความว่า “เป็นที่รฦกในการที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ และพระเจ้าน้องยาเธอปฏิสังขรณ์วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ซึ่งชำรุด ปฏิสังขรณ์มาช้านาน ตั้งแต่วันที่ ๓ฯ๑ ๒ ค่ำ ปีเถาะ เอกศก ๑๒ ถึงวัน ๓ฯ๑ ๖ค่ำ ปีมะเมียจัตวาศก ๑๕ แล้วเสร็จบริบูรณ์”
ชนิด : ทองคำ เงิน ทองแดง
ขนาด : เส้นผ่าศูนย์กลาง ๗๑ มิลลิเมตร

เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๒๕ ซึ่งเป็นวโรกาสที่กรุงรัตนโกสินทร์มีอายุครบ ๑๐๐ ปี พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชประสงค์ในการจัดงานพระราชพิธีสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ซึ่งมีอายุครบ ๑๐๐ ปี พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชประสงค์ในการจัดงานพระราชพิธีสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ซึ่งมีอายุครบ ๑๐๐ ปี หรือที่เรียกกันในทางราชการว่า งานสมโภชพระนคร ก่อนงานพระราชพิธีครั้งนั้น ทรงมีพระราชดำริว่า”...การที่จะสมโภชพระนครนั้น ควรต้องประพฤติตามแบบอย่างในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก คือ เมื่อแรกจะสร้างพระบรมมหาราชวัง พระองค์ได้ทรงสร้างวัดพระศรีรัตนศาสดารามเป็นหลักก่อน ดังนั้น วัดพระศรีรัตนศาสดารามที่ชำรุดทรุดโทรม ขาดการบูรณะเป็นเวลาถึง ๑๐๐ ปี สิ่งก่อสร้างที่ปลูกขึ้นมาใหม่ก็คงค้างคาอยู่ ยังไม่แล้วเสร็จสมบูรณ์ จึงถึงเวลาจะต้องทำการบูรณปฏิสังขรณ์...”

และพระองค์ยังทรงมีพระราชปณิธานอันแน่วแน่ที่จะทรงปฏิสังขรณ์วัดพระศรรัตนศาสดารามให้แล้วเสร็จ เพื่อจะได้ฉลองสมโภชไปพร้อมกับงานฉลองพระนครซึ่งพระราชภารกิจครั้งนี้ในสายตาของคนทั่วไป ย่อมหมายถึงภารกิจอันหนักอึ้งยากที่จะให้สำเร็จลงได้ง่ายๆ เพราะมีเวลาเหลืออีกไม่นานนัก แต่ถึงกระนั้นก็ทรงมิได้ย่อท้อพระราชหฤทัย พระองค์ทรงตั้งเป็นพระราชสัตยาธิษฐานต่อพระพุทธมณีรัตนปฏิมากรว่า “ถ้าข้าพเจ้ายังจะได้ดำรงสมบัติยืนยาวสืบไป ขอให้ปฏิสังขรณ์วัดพระศรรัตนศาสดารามนี้แล้วสำเร็จบริบูรณ์ทันความประสงค์”

หลังจากทรงตั้งแระราชหฤทัยเช่นนั้น จึงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอและพระเจ้าน้องยาเธอเข้ามาช่วยเหลืองาน ดังพระราชดำรัสตอนหนึ่งว่า “...ปันกันเป็นนายด้านทำการวัดพระศรีรัตนศาสดารามโดยแข็งแรงให้แล้วเสร็จทันกำหนดจงได้...” หมายถึงการแบ่งหน้าที่กันรับผิดชอบงานปฏิสังขรณ์วัดพระศรีรัตนศาสดารามในด้านต่างๆ ของพระองค์ก็ปรากฏว่า ทุกสิ่งที่ได้ทรงตั้งพระราชปณิธานไว้นั้นได้สัมฤทธิผล ซึ่งการบูรณปฏิสังขรณ์วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ใช้เวลาบูรณะรวม ๒ ปี ๓ เดือน ๒๐วัน โดยสามารถเสร็จก่อนวันงานสมโภชพระนคร ๔ วัน

และในวาระดังกล่าว จึงทรงโปรดฯให้สร้างเหรียญที่ระลึกเพื่อพระราชทานแก่ผู้ที่มาร่วมช่วยเหลืองานจนสำเร็จลุล่วง เรียกว่า เหรียญที่ระลึกในการบูรณปฏิสังขรณ์วัดพระศรีรัตนศาสดาราม เป็นเหรียญขนาดใหญ่ ลักษณะกลม สันขอบเรียบ

ด้านหน้า เป็นพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวครึ่งพระองค์ ผินพระพักตร์ทางเบื้องซ้ายของเหรียญ ฉลองพระองค์พลเรือน (เรียกว่า แบบเสื้อยันต์) ทรงสายสะพายเครื่องราชอิสริยาภรณ์ มหาปรมาภรณ์ช้างเผือก พระมหาสังวาลนพรัตน์ราชวราภรณ์ ทรงสายสะพายสร้อยมหาจักรีบรมราชวงศ์ (สายบน) ถัดลงมาเป็นสายสร้อยจุลจอมเกล้าและเครื่องราชอิสริยาภรณ์มงกุฎไทย ริมขอบเหรียญมีพระปรมาภิไธย “พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ บดินทรเทพมหามงกุฎ บุรุษรัตนราชรวิวงษ์ วรุตมพงษ์บริพัตร วรขัติราชบิกโรดม จาตุรันตบรมมหาจักรพรรดิราชสังกาศ บรมธรรมิกมหาราชบรมนารถบพิตรพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว”

ด้านหลัง เป็นภาพวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ด้านทิศตะวันออก เบื้องล่างมีข้อความว่า “การฉลองวัดพระศรีรัตนศาสดาราม จุลศักราช ๑๒๔๔” ริมขอบเหรียญมีข้อความว่า”เป็นที่รฦกในการที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอและพระเจ้าน้องยาเธอ ปฏิสังขรณ์วัดพระศรีรัตนศาสดารามซึ่งชำรุดปฏิสังขรณ์มาช้านานตั้งแต่วันที่ ๓ฯ๑ ๒ ค่ำ ปีเถาะ เอกศก ๑๒ ถึงวัน ๓ฯ๑ ๖ค่ำ ปีมะเมียจัตวาศก ๑๕ แล้วเสร็จบริบูรณ์”

สำหรับเหรียญที่สร้างในครั้งนี้มีทั้งหมด ๓ ชนิด ได้แก่ ทองคำ เงิน และทองแดง ซึ่งเหรียญที่ระลึกนี้ถือว่าเป็นเหรียญที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในบรรดาเหรียญที่ระลึกที่พระองค์ทรงสร้างและเนื่องจากมีขนาดใหญ่มาก จึงสันนิษฐานว่าสร้างในจำนวนที่ไม่มากนัก



เหรียญที่ระลึกสำหรับพระราชทานผู้ช่วยในการแนชันนาลเอษฮีบิชัน ณ ท้องสนามหลวง
เพื่อสมโภชกรุงเทพครบ ๑๐๐ ปี พ.ศ. ๒๔๒๕














การเฉลิมฉลองการสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ครบ ๑๐๐ ปี ในปี พ.ศ. ๒๔๒๕ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงโปรดเกล้าฯ ให้มีการจัดกิจกรรมขึ้นหลายอย่าง หนึ่งในกิจกรรมที่ทรงพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้จัดขึ้นก็คือ “งานพิพิธภัณฑ์” ซึ่งเป็นการนำเอาสินค้าพื้นเมืองของประเทศในขณะนั้นมาจัดแสดงเป็นนิทรรศการซึ่งเรียกว่างาน “เอกษฮีบิชัน” ให้ประชาชนได้เข้าชม ณ ท้องสนามหลวง ซึ่งคล้ายกับงานแสดงสินค้าหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ของไทยในปัจจุบัน โดยเรียกนิทรรศการครั้งนั้นว่า “นิทรรศการแนชันนาลเอกษฮีบิชัน” (National Exhibition)

ตามหลักฐานการจัดงานในรูปแบบ “นิทรรศการ” ซึ่งใช้เรียกกันมาจนถึงปัจจุบันนั้น ได้เริ่มมีตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๔ โดยหลังจากการเสด็จขึ้นครองสิริราชสมบัติ

ข้อมูลเหรียญ

ลักษณะ : กลมแบน สันขอบเรียบ

ด้านหน้า : มีพระบรมรูปครึ่งพระองค์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนา ผินพระพักตร์ไปทางซ้ายของเหรียญ ริมขอบมีพระปรมาภิไธยและพระนามาภิไธย “จุฬาลงกรณ์ บรมราชาธิราช สว่างค์วัฒนา บรมราชเทวี”

ด้านหลัง : ด้านบนเป็นรูปมหาจักรี ตรงกลางเป็นรูปเทวดา ๒ องค์ ยืนบนแท่นถือพระขรรค์และยึดชายผ้าองค์ละมุม ตอนกลางเว้นว่าง ผ้านี้อยู่เหนือช้างไอราพตยืนบนแท่น ริมขอบมีข้อความว่า “การแนชันนาลเอกษฮีบิชัน ณ ท้องสนามหลวง กรุงเทพฯ ๑๒๔๔” ด้านล่างมีข้อความว่า “สำหรับพระราชทานผู้ช่วยในการ”

ชนิด : เงิน ทองแดง

ขนาด : เส้นผ่าศูนย์กลาง ๕๙ มิลลิเมตร

พระองค์ก็ทรงโปรดฯ ให้จัดสิ่งของรวบรวมไว้เป็นพิพิธภัณฑ์ส่วนพระองค์ ณ พระที่นั่งราชฤดี ข้างพระที่นั่งอัมรินทรวินิจฉัย ด้านทิศตะวันออกและในปี พ.ศ. ๒๓๙๙ ก็ทรงโปรดเกล้าฯ ให้ย้ายพิพิธภัณฑ์มาที่พระที่นั่งซึ่งสร้างขึ้นใหม่ พระราชทานพระนามว่า พระที่นั่งประพาสพิพิธภัณฑ์

ต่อมาในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงสนพระทัยงานด้านนี้เช่นกัน ในปี พ.ศ. ๒๔๑๗ ทรงโปรดฯ ให้จัดตั้งพิพิธภัณฑ์สถานสำหรับพระนคร ณ หอคองคอเดีย ศาลาสหทัยสมาคม เรียกกันว่า หอมิวเซียม ซึ่งในครั้งนั้นทรงโปรดฯ ให้มีการจัดนิทรรศการด้วย

ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๔๒๕ เป็นปีที่ทรงมีพระราชประสงค์จะจัดพระราชพิธีฉลองสมโภชพระนครครบ ๑๐๐ ปี จึงทรงมีพระราชดำริว่า “...บ้านเมืองเจริญด้วยการค้าขาย ราษฎรทำเรือกสวนไร่นาต่างๆ ได้รับผลประโยชน์มาก ควรจะนำพืชพันทางการเกษตรที่เกิดขึ้นในประเทศ และราษฎรมีไว้ซื้อขายกัน เครื่องมือที่ใช้ทำมาหากินทุกอย่าง รวมถึงสิ่งของที่ทำขึ้นด้วยฝีมือตนเอง ทั้งที่ใช้ภายในประเทศและที่ส่งขายไปยังต่างประเทศ มารวบรวมไว้ในที่แห่งหนึ่งเพื่อให้พระบรมวงศานุวงศ์ ราษฎรชาวสยาม และชาวต่างประเทศได้มาชม เพื่อเป็นการแสดงให้ทราบว่า สิ่งใดผลิตขึ้นที่ไหน ผู้ที่จะซื้อขายสินค้าจะได้ทราบแหล่งผลิตดังกล่าว...”

สำหรับการจัดกิจกรรมในรูปแบบนิทรรศการครั้งนั้น ได้จัดสร้างอาคารชั่วคราวขึ้น ณ บริเวณท้องสนามหลวง ซึ่งได้เตรียมการล่วงหน้ากันนานนับปี โดยทรงมอบหมายให้สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอเจ้าฟ้าภาณุรังสีสว่างวงศ์ และกรมหลวงภาณุพันธุวงศ์วรเดช (ต้นราชสกุลภาณุพันธ์) เป็นแม่งาน พร้อมทั้งประกาศเชิญชวนให้พระบรมวงศานุวงศ์ ข้าราชการ ประชาชน และเจ้าของห้างร้นนำสิ่งของมาร่วมกันจัดแสดงงาน ภายในงานมีสิ่งของที่นำมาแสดง เช่น ผลผลิตทางการเกษตร อุตสาหกรรม งานช่างฝีมือ โบราณวัตถุ ของหายาก สิ่งประดิษฐ์ทางวิชาการต่างๆ เป็นต้น ซึ่งก็เปรียบเทียบได้กับแนวทางการบริหารราชการในปัจจุบันที่มีการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการเพิ่มช่องทางการค้าขายมากยิ่งขึ้น

งานการจัดแสดงนิทรรศการครั้งนั้นได้มีบันทึกถึงบรรยากาศการจัดงานไว้ว่า “ในงานมีการสร้างประรำด้วยไม้ไผ่หลายหลัง มีรั้วไม้ไผ่กั้นโดยรอบและแบ่งเป็นห้องๆ ของที่นำมาจัดแสดงมีประมาณ ๔๐ ชนิด มีของน่าชมอยู่หลายห้อง เช่น เครื่องเพชรพลอย เครื่องเงิน การแสดงหุ่นในเครื่องแต่งกายแบบต่างๆ ภาพเขียน เครื่องมุข เครื่องจักสาน งาช้าง เครื่องมือประมง แร่ธาตุต่างๆ อาวุธ เหรียญและเงินโบราณ ตลอดจนพืชพันธุ์ของป่า ส่วนที่สำคัญที่สุด เห็นจะได้แก่ ส่วนของการส่งเสริมการศึกษา ซึ่งทรงโปรดเกล้าฯ ให้มีกิจกรรมทางการศึกษา คือ ให้มีเทศนาพระราชประวัติพงศาวดารกรุงเทพฯ และพระบวรประวัติ รวมทั้งจัดแสดงหนังสือไทยฉบับตัวเขียนจากหอสมุดหลวง โดยพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงบดินทรไพศาลโสภณ ผู้บัญชาการกรมอารักษ์ทรงรับผิดชอบในการจัด”

งานนิทรรศการครั้งนั้น เริ่มจัดตั้งแต่วันที่ ๒๖ เมษายน ถึงวันที่ ๑๖ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๒๕ เป็นเวลา ๕๒ วัน โดยในวันเปิดงาน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเสด็จพระราชดำเนินมาเปิดงานและเสด็จทอดพระเนตรสิ่งของต่างๆ ที่นำมาจัดแสดงด้วย

จากการจัดนิทรรศการในครั้งนั้น พระองค์จึงทรงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างเหรียญที่ระลึก เรียกว่า “เหรียญที่ระลึกสำหรับพระราชทานผู้ช่วยในการแนชันนาลเอกษฮีบิชั่น” โดยมีจุดประสงค์เพื่อพระราชทานแก่ผู้ที่มาช่วยเหลืองาน ซึ่งปรากฏหลักฐานถึงผู้ที่ได้รับพระราชทานท่านหนึ่ง ได้แก่ นายกุหลาบ ตฤษณนนท์ นักเขียนนามปากาว่า น.ส.ร. ผู้เป็นบรรณาธิการหนังสือสยามประเภทในขณะนั้น นายกุหลาบได้นำหนังสือจำนวน ๑๕๐ เล่ม มาร่วมจัดแสดง แต่ยอมให้ประชาชนดูเพียง ๑๔๙ เล่ม ส่วนอีกหนึ่งเล่ม คือ อภินิหารบรรพบุรุษ ไม่ยอมให้ใครดู เพราะตั้งใจจะทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเพียงพระองค์เดียว และในงานนี้นายกุหลาบก็ได้รับพระราชทานเหรียญที่ระลึกในงานนิทรรศการแห่งชาติในฐานะผู้ช่วยงานอีกด้วย




เหรียญที่ระลึกหอพระสมุดวชิรญาณ ฉลองพระนคร ๑๐๐ ปี พ.ศ. ๒๔๒๕






หลักฐานที่เป็นบันทึกเกี่ยวกับข้อมูลของ เหรียญหอพระสมุดวชิรญาณ ในปี พ.ศ. ๒๔๒๕ นับว่ามีน้อยมาก ดังนั้น การนำเสนอในที่นี้จึงขอนำบันทึกบางส่วนของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ที่ปรากฏในหนังสือตำนานหอสมุด หอพระมณเฑียรธรรม หอวชิรญาณ หอพุทธสาสนะสังคหะ และหอสมุดสำหรับพระนคร ที่ทรงเรียบเรียงทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว คราวเสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดหอสมุดสำหรับพระนคร เมื่อวันเสาร์ที่ ๖ มกราคม พ.ศ. ๒๔๕๙ มานำเสนอ

หอพระสมุดวชิรญาณ เป็นนามพระราชทานตามพระสมณะนามาภิไธยในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อครั้งยังทรงผนวช การจัดสร้างหอพระสมุดนั้นเริ่มตั้งแต่ในสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยทรงได้รับการถวายที่ดินจากสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ ซึ่งเดิมทีที่ดินตรงนี้เคยให้ฝรั่งเช่าไว้สำหรับเป็นที่เก็บสินค้ามาก่อน หลังจากที่รัชกาลที่ ๔ ทรงได้รับการถวายที่ดิน พระองค์จึงทรงโปรดฯ ให้สร้างตึกขึ้น ๓ หลัง สำหรับเป็นคลังสินค้าให้เช่า ซึ่งจุดประสงค์ที่ทรงโปรดฯ ให้สร้างตึก ก็ด้วยทรงมีพระราชดำริว่า “เมื่อสร้างเสร็จจะพระราชทานแก่บรรดาพระราชโอรสธิดาให้มีส่วนเป็นเจ้าของและได้รับผลประโยชน์จากค่าเช่าเสมอกัน” ซึ่งพระราชประสงค์นี้ได้ทรงบันทึกไว้ในสมุดดำ แต่บันทึกดูจะยังไม่จบความ พระองค์ก็เสด็จสวรรคตเสียก่อน

จนถึงปี พ.ศ. ๒๔๑๘ ในสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ ได้ทรงกราบทูลต่อพระองค์ว่า ตึกหน้าวัดประยูรวงศ์นั้น ตั้งแต่ผู้เช่าคนเก่าบอกคืน ก็ถูกปล่อยทิ้งร้างขาดการดูแล จนมีห้างฝรั่งมูเลอร์ไมสเนอร์ มาขอเช่าแต่ก็ต้องลงทุนซ่อมแซมมาก กว่าจะได้ค่าเช่าคืนก็ใช้เวลานานพอควร เมื่อทรงทราบเช่นนั้น จึงมีพระราชดำริให้สอบถึงสาเหตุการทิ้งร้าง และทรงบังเอิญไปพบสมุดดำของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจาอยู่หัว ที่ทรงเคยบันทึกค้างไว้ เมื่อทราบถึงพระราชประสงค์ของพระราชบิดาจึงทรงจัดให้ดำเนินการตามพระราชประสงค์ โดยให้พระราชโอรสและพระราชธิดาทั้ง ๕๘ พระองค์ได้เป็นเจ้าของผลประโยชน์อย่างเท่าเทียมกัน และยึดเอาวันเสด็จสวรรคตของรัชกาลที่ ๔ ในทุกปีให้เป็นวันที่นำค่าเช่าตึกมาพระราชทานแก่เจ้านายผู้เป็นเจาของต่อหน้าพระบรมอัฐิของพระราชบิดา

การที่พระราชโอรสและพระราชธิดาได้รับเงินค่าเช่าเป็นประจำทุกปี ทำให้เกิดความซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณ จึงได้หารือกันว่า ควรจะนำเงินที่ได้ไปใช้เพื่อประโยชน์กับสาธารณชน โดยต่างเห็นพ้องกันว่าควรนำเงินค่าเช่าส่วนนี้มาจัดตั้งเป็น “หอสมุด” เพื่อเป็นแหล่งความรู้ให้กับประชาชน จึงนำความขึ้นกราบทูลฯ พระองค์ก็ทรงมีพระบรมราชานุญาตและพระราชทานนามหอสมุดที่จะตั้งขึ้นใหม่นี้ว่า “หอพระสมุดวชิรญาณ” ตามพระสมณะนามาภิไธยในรัชกาลที่ ๔ เมื่อครั้งยังทรงผนวช

สำหรับสถานที่ก่อสร้างนั้นในตอนแรกจะใช้พื้นที่บริเวณพระราชวังสราญรมย์ แต่เกิดติดขัดในความไม่สะดวก จึงนำเรื่องกราบทูลฯ พระองค์จึงได้ทรงพระกรุณาพระราชทานตึกที่กำลังสร้างในพระบรมมหาราชวัง ซึ่งอยู่ระหว่างประตูพิมานไชยศรี กับพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทเป็นที่ตั้งหอสมุด ซึ่งแต่เดิมมีกำหนดว่าให้แล้วเสร็จภายในปี พ.ศ. ๒๔๒๕ เพื่อทันงานสมโภชพระนคร ๑๐๐ ปี แต่การก่อสร้างต้องหยุดชะงักลง เพราะเกิดการทรุดตัวของฐานตึกที่ไม่แข็งแรง จึงทำให้การเปิดใช้หอสมุดที่กำหนดไว้ต้องเลื่อนออกไป

ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๔๒๖ กรมหลวงพิชิตปรีชาชาญ ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ริเริ่มการจัดสร้างหอพระสมุดได้กราบทูลขอใช้ห้องมุขกระสันชั้นต่ำในพระที่นั่งจักรีมหาปราสาท เป็นสถานที่ตั้งชั่วคราวก่อนในระหว่างที่รอการก่อสร้างแล้วเสร็จ พระองค์จึงทรงมีพระบรมราชานุญาต และเสด็จพระราชดำเนินเปิดหอพระสมุดชั่วคราวอย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรก เมื่อวันที่ ๑๓ เมษายน พ.ศ. ๒๔๒๗ ซึ่งนับได้ว่า การเปิดหอพระสมุดชั่วคราวในครั้งนั้นถือเป็นรากฐานที่สำคัญในการสร้างหอสมุดของประเทศไทยในเวลาต่อมา

ในพิธีเปิดหอพระสมุดชั่วคราวครั้งนั้น พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจ้าอยู่หัว ได้ทรงโปรดฯ ให้สร้างเหรียญที่ระลึกขึ้น เรียกว่า “เหรียญที่ระลึกหอพระสมุดวชิรญาณ” ซึ่งเหรียญรุ่นนี้แม้ไม่มีหลักฐานว่า ทรงพระราชทานในพิธีเปิดใช้หอพระสมุดชั่วคราว ในปี พ.ศ. ๒๔๒๗ หรือไม่ แต่สันนิษฐานว่า พระองค์น่าจะโปรดเกล้าฯ ให้สร้างตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๒๕ ซึ่งเป็นปีที่กำหนดให้มีการเปิดใช้หอพระสมุดในครั้งแรก เพราะจากปีจุลศักราชที่ปรากฏอยู่หลังเหรียญนั้นเป็นปี จ.ศ. ๑๒๔๔ ซึ่งเมื่อเทียบปี พ.ศ. แล้วจะตรงกับปี พ.ศ. ๒๔๒๕ ซึ่งเป็นปีที่มีการจัดพิธีสมโภชพระนคร สำหรับเหรียญรุ่นนี้เท่าที่พบมีอยู่ด้วยกัน ๒ เนื้อ ได้แก่ เนื้อเงิน และเนื้อทองแดง มีจุดเด่นที่นาสนใจของเหรียญนี้ก็คือ ด้านหน้าของเหรียญบริเวณใต้พระบรมรูปจะมีอักษรคำว่า “เบนซอน” (ซึ่งเป็นชื่อบริษัทที่พิมพ์เหรียญ) ส่วนผู้ที่ออกแบบเหรียญนี้ ตามหลักฐานปรากฏคือ หม่อเจ้าประวิช (ต๋ง) ในกรมขุนราชสีหกรม ซึ่งเป็นช่างฝีมือเอกในยุคนั้น

ข้อมูลเหรียญ

ลักษณะ : กลมแบน สันขอบเรียบ

ด้านหน้า : เป็นพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจาอยู่หัวและพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ระดับพระอุระ ผินพระพักตร์ทางซ้ายของเหรียญ ใต้พระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมีอักษรจารึกว่า “เบนซอน” ริมขอบเหรียญมีพระปรมาภิไธย “พระบาทสมเดจพระปรเมนทรมหามงกุฎพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระบาทสมเดจพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว”

ด้านหลัง : มีพระมหาพิชัยมงกุฎพิมพ์นูนอยู่เบื้องบน ใต้พระมหาพิชัยมงกุฎเป็นรูปโบว์เล็กทอดชายคลี่ออกทั้งสองข้าง กลางเหรียญเป็นแพรแถบม้วนหัวท้าย จารึกอักษร “หอพระสมุดวิชรญาณ” ใต้แพรแถบมีเลขศักราช “๑๒๔๔” ด้านซ้ายและขวา ประดับด้วยพวงมาลา ๒ ช่อผูกติดกันด้วยโบว์

ชนิด : เงิน เงินกะไหล่ทอง ทองแดง

ขนาด : เส้นผ่าศูนย์กลาง ๔๕ มิลลิเมตร

ที่มา : หนังสือเหรียญบนแผ่นดิน ร.๕ หน้า ๑๗๔ – ๑๗๗


พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท



พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท เป็นพระที่นั่งที่สร้างขึ้นใหม่ ในพระบรมมหาราชวัง ในช่วงรัชสมัยพระพุทธเจ้าหลวง รัชกาลที่ ๕ ตามธรรมเนียมโบราณที่กษัตริย์มักนิยมสร้างปราสาทมาทุกสมัย และเพื่อเตรียมใช้เพื่อเฉลิมฉลองกรุงรัตนโกสินทร์ครบ ๑๐๐ ปี










พิพิธภัณฑ์เฉลิมพระนคร
ที่อยู่: ๑๕ ลาดพร้าว ๔๓ กรุงเทพ ๑๐๓๑๐
โทรศัพท์: ๐๒๙๓๙๙๕๕๓ โทรสาร: ๐๒๙๓๙๙๕๕๒

(กรุณาโทรจองเพื่อเข้าชมพิพิธภัณฑ์ฯ ล่วงหน้า เนื่องจากเหรียญที่ระลึกต่างๆ มีมูลค่าสูงมาก จึงมิได้นำมาจัดแสดงไว้ในพิพิธภัณฑ์อย่างถาวร)


BANGKOK COMMEMORATION MUSEUM.
Official website: www.bangkokmuseum.org
Address: 15 Ladphrao 43, Bangkok 10310.
Tel: 029399553 Fax: 029399552
E-mail: bangkokmuseum@hotmail.com